
ข้าว...ต้องเปลี่ยน
นโยบายที่สร้างปัญหาให้กับประเทศอย่างมากก็คือการจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อเกวียน
นโยบายที่สร้างปัญหาให้กับประเทศอย่างมากก็คือการจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาทต่อเกวียน
โดยแม้จะมีการอ้างว่า ชาวนาได้ประโยชน์ แต่แท้ที่จริงแล้ว กลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ ได้โภคผลมากกว่าชาวนา
นโยบายข้าว จึงจำเป็นต้องปรับปรุง ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาวิกฤตตามมาแน่นอน
การแก้ไขกระทำได้มากมาย อาทิ หากต้องการให้ชาวนาได้รับเงินเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ก็ให้ลดราคาจำนำลงมา เหลือแค่ 1 หมื่นบาท และที่เหลืออีก 5,000 บาทจ่ายเป็นเงินสด โดยให้ไปรับที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
วิธีเช่นนี้ ยอดขาดทุนจากโครงการข้าวลดลง
สาเหตุเพราะที่ผ่านมาการขาดทุนโครงการจำนำข้าวมาจาก 2 ส่วนใหญ่
ส่วนแรก คือผลต่างจากการรับจำนำกับราคาข้าวที่ต้องขายออกไป มีส่วนต่างเท่าไรคือยอดขาดทุน
ส่วนที่ 2 คือการฝากเก็บข้าว ที่มีทั้งค่าโกดัง ค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว การเสื่อมสภาพ ฯลฯ
การลดราคาจำนำลง จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ 2 เกี่ยวกับการฝากเก็บข้าวลงไปทั้งหมด
เพราะข้าวที่จำนำในราคาที่ปรับลงมา จะทำให้กลไกตลาดทำงาน โดยเมื่อแปรสภาพเป็นข้าวสาร จะสามารถส่งออกแข่งขันในตลาดโลกได้
เมื่อส่งออกได้ รัฐบาลก็ไม่ต้องเสียค่าโกดังฝากเก็บ ไม่ต้องเสียกับค่าสูญเสียน้ำหนัก ลดปัญหาการทุจริตที่จะตามมา ฯลฯ
ชาวนาเองก็ไม่เสียประโยชน์ ได้เงินเท่าเดิมคือเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท โดยได้จากการจำนำ 1 หมื่นบาท ที่เหลือได้เป็นเงินสด
และประโยชน์ที่จะตามมาอย่างมหาศาลก็คือ การนำเงินตราเข้าประเทศ
ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกข้าวลดลงเกือบครึ่ง เนื่องจากราคาจำนำที่กำหนดไว้สูงเกินไป แต่หากปรับราคาการจำนำลงมาจะทำให้ส่งข้าวออกไปได้ มีเงินเข้าประเทศปีละเป็นแสนล้านบาท
เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว วิธีที่ว่า จะทำให้เกิดประโยชน์กว่าการจำนำอย่างที่เป็นอยู่
แน่นอนที่สุด เมื่อปรับการจำนำข้าวแล้ว เป้าหมายต่อไปจะต้องลดอุดหนุนด้านราคาลงเรื่อยๆ และไปเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขึ้นมาแทน ไม่ใช่จะจำนำสูงๆ อยู่อย่างนี้
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ก็เชื่อว่าอย่างไรเสียก็ไม่ทำกัน
เพราะคาวข้าวแม้คนภายนอกจะอุดจมูก แต่ทว่ามันกลับหวานคอยิ่งกว่ามหกรรมขันโตก
อร่อยเต็มปากอย่างนี้ อย่างไรเสียก็ห้ามได้ยาก







