
ส่ายหน้าค่าจ้าง
จะมีใครรู้สึกรู้สาบ้างหรือไม่ เมื่อ จอห์น ริตโชต์ ผู้เชี่ยวชาญประจำองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ)
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
จะมีใครรู้สึกรู้สาบ้างหรือไม่ เมื่อ จอห์น ริตโชต์ ผู้เชี่ยวชาญประจำองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) วิจารณ์เปรี้ยงถึงนโยบายการขึ้นค่าจ้างแรงงาน 300 บาท ว่า เป็นสิ่งที่ผิดพลาด
เพราะการขึ้นค่าจ้างจะไม่นำไปสู่การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และผู้ใช้แรงงานในประเทศให้ดีขึ้นเสียด้วยซ้ำ
นโยบายที่ออกมาเพียงมุ่งหาคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น มิใช่เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง
การขึ้นค่าจ้างที่เกิดขึ้น ริตโชต์ ระบุ เป็นการแก้ปัญหาที่ล่าช้าเกินไป เพราะหากเปรียบเทียบอัตราค่าเฉลี่ยของรายได้ที่แรงงานภายในประเทศได้รับมาในตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมากับอัตราเงินเฟ้อ จะพบว่ารายได้ของแรงงานไม่สามารถสู้กับภาวะของแพงที่เกิดขึ้น
ดังนั้น อย่างไรเสียรัฐบาลก็ต้องยังไงก็ต้องปรับค่าจ้างให้สูงขึ้น เพื่อให้สอดรับกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาโดยตลอด
ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจากไอแอลโอบอกก็คือ การปรับค่าจ้างไม่ควรที่จะชี้นิ้วสั่งการ หรือกระทำแบบทุบโต๊ะอย่างที่เห็น
รัฐบาลควรที่จะปล่อยให้องค์กรตัวแทนภาคแรงงานกับกลุ่มนายจ้างเปิดการเจรจาในเรื่องการปรับค่าจ้างกันโดยตรงมากกว่า เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกที่ดีร่วมกันได้
นี่แหละ ฟังกันชัดๆ จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายรัฐบาลแม้แต่น้อยยังส่ายหน้าให้เห็น
อยากขยายความให้เห็นภาพสักนิดว่า ไอแอลโอ อยู่ในสังกัดของสหประชาชาติ ภารกิจหลัก เป็นการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานทั่วโลกให้ได้รับความยุติธรรมจากสังคมให้มีชีวิต และสภาพการทำงานที่ดีขึ้น
ผลงานของไอแอลโอก็คือ การได้รับรางวัลโนเบล เพื่อสันติภาพ เมื่อ พ.ศ. 2512 ไม่ใช่รางวัล โนเบรน หรือ ไร้สมอง แต่อย่างใด
ไอแอลโอยึดมั่นในหลักการสันติสุขแห่งโลกจะเกิดขึ้นได้ และมีความต่อเนื่องมั่นคงก็ด้วยการที่มีความยุติธรรมในสังคม มีฐานรากคือ ความเคารพในสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี มีสภาพการทำงานซึ่งเกื้อกูลความผาสุกของผู้ใช้แรงงาน การมีโอกาสทำงานและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เรื่องสำคัญเร่งด่วนของไอแอลโอมี 3 ประการ คือ การจัดให้มีงานทำและขจัดความยากจน การคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิแห่งมนุษยชน
ยุทธศาสตร์การปฏิบัติงานของไอแอลโอคือ จัดให้มีการเจรจาร่วมของผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และ ฝ่ายแรงงาน ในกรณีที่มีความขัดแย้งและพยายามแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยมีมติเป็นเอกฉันท์
ไม่เหมือนกับรัฐบาลแห่งนครสารขันธ์ เมื่อมีอำนาจวาสนาบารมี ต้องการทำอะไรก็ไม่ฟังเสียง แต่กลับเรียกร้องให้คนอื่นต้องฟัง สั่งให้เถียงน้อยๆ พร้อมๆ กับประกาศพร้อมฟาดปากได้ทุกเมื่อ
เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ
ยุคสมัยนี้ช่างเป็นไปได้จริงๆ







