
ก่อการร้าย
กลายเป็นประเด็นเขย่าขวัญ สำหรับระเบิดกลาง กทม.ครั้งร้ายแรง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
กลายเป็นประเด็นเขย่าขวัญ สำหรับระเบิดกลาง กทม.ครั้งร้ายแรง
ทำไมเมืองไทยถึงตกเป็นเป้าก่อการร้าย
ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงความมั่นคงอาจจะไม่รู้ เลยต้องขอยกเอาคอลัมน์กรองข่าวมาเล่า ของ ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเป็นคอลัมนิสต์โพสต์ทูเดย์ มาให้อ่าน และจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น
ภุมรัตน์ ตั้งชื่อเรื่องว่า รัฐบาลมีหน้าที่คุ้มครองประชาชน และเพิ่งเขียนเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อคราวที่มีการเตือนภัยก่อการร้ายในไทย และนำไปสู่การจับกุม อาทริส ฮุสเซน สมาชิกของกลุ่มก่อการร้ายเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งบทความนี้ยังมีความทันสมัยอยู่มาก
ข้อมูลของภุมรัตน์ก็คือ ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 หน่วยงานความมั่นคงของไทยได้รับการแจ้งเตือนจากมิตรประเทศว่ามีผู้ปฏิบัติการกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ซึ่งอยู่ในไทยแล้ว และส่วนหนึ่งกำลังจะเข้ามา
พวกนี้อาจมีแผนมาก่อการร้ายในไทย โดยมุ่งกระทำต่อชีวิตและทรัพย์สินชาวยิว แต่คนไทยอาจเจอลูกหลงเข้าไปด้วย
ไทยไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรง แต่กลุ่มก่อการร้ายต้องการโจมตีผลประโยชน์ของอิสราเอลและสหรัฐในไทย
ส่วนการที่กลุ่มก่อการร้ายนิยมเลือกไทยเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ ทั้งที่ประเทศอื่นก็มีผลประโยชน์ของยิวและสหรัฐเช่นกัน เพราะมองว่าการที่ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยว การเข้าออกทำได้ง่าย คนต่างชาติเดินขวักไขว่โดยไม่มีใครสนใจกัน
นอกจากนั้น มาตรการรักษาความปลอดภัยของไทยก็ไม่ค่อยเข้มงวด โดยมีเป้าหมายพลเรือนของยิวและอเมริกันที่เป็น ซอฟต์ทาร์เก็ต เช่น ถนนข้าวสาร เป็นต้น
มิหนำซ้ำ การจัดหาซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อการร้ายทำได้ง่าย เพราะไม่ค่อยมีการควบคุมเข้มงวด เมืองไทยจึงถูกมองว่าเป็นสวรรค์ของผู้ก่อการร้าย
อย่างกรณี อาทริส ฮุสเซน ยอมรับว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ มีส่วนรับรู้แผนการ แต่ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติการ โดยทำหน้าที่เพียงฝ่ายจัดหาวัสดุอุปกรณ์เท่านั้น
สิ่งที่ อาทริส หาซื้อในเมืองไทยอย่างง่ายดาย คือ ปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนียมไนเตรตจำนวนหลายตัน ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารตั้งต้นในการประกอบระเบิดทำเองได้
นี่แหละ อ่านทบทวนให้ดี แล้วจะรู้ว่าเรารับมือก่อการร้ายได้มากน้อยเพียงไหน
หรือจะต้องพึ่งบารมีพระสยามเทวาธิราชเพียงอย่างเดียว







