
รถคันแรก
ยังชุลมุนชุลเก สำหรับมาตรการรถคันแรกและว่าไปแล้ว
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ยังชุลมุนชุลเก สำหรับมาตรการรถคันแรกและว่าไปแล้ว รัฐบาลไม่ควรนำมาตรการด้านภาษีมากระตุ้นให้เกิดการซื้อรถคันแรก โดยหากประชาชนต้องการมีรถก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาด
เพราะรถคันแรกหมายถึงหนี้อีกก้อน
เดิมทีคนที่จะมีรถ อย่างต่ำต้องมีเงินเดือน 1 หมื่นบาท แต่การลดภาษีให้ผู้ซื้อรถงวดนี้ จะทำให้คนมีเงินเดือน 8,000 บาท ก็ซื้อรถได้แล้ว
และอย่าลืมเมื่อมีรถก็ต้องผ่อนจ่ายค่างวด ต้องมีน้ำมัน ต้องมีการซ่อมบำรุง
เหล่านี้คือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดยังไม่นับการเพิ่มรถบนท้องถนน การเพิ่มการใช้น้ำมัน พลังงาน เพิ่มสารพัดปัญหาบานตะเกียง
เหล่านี้คือต้นทุนของประเทศ
รัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะที่พัฒนาทางสติปัญญา จะเน้นระบบขนส่งมวลชน ไม่ใช่กระตุ้นให้ประชาชนมีรถด้วยกลไกของภาษี
หรือพูดง่ายๆ แทนที่จะลดภาษีรถยนต์ รัฐบาลน่าจะเอางบประมาณจำนวนนี้ไปแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนดีกว่า
อาทิ เอาไปแก้หนี้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ทำให้เป็นองค์กรที่แข็งแรง
ขสมก.มีหนี้มโหฬาร เรียกว่าจะเดินทางไปทางไหนก็ไม่ได้ อยู่ในภาวะจนตรอก
สถานะทางการเงิน ขสมก.มีหนี้สิน 7.2 หมื่นล้านบาท แต่มีสินทรัพย์ 7,800 ล้านบาท หากเป็นบริษัทเอกชนก็ล้มละลายไปแล้ว
หลากหลายแนวคิดในการฟื้นฟู ขสมก.เกิดขึ้น อาทิ การโอนไปให้กรุงเทพมหานครจัดการ การจัดตั้งเป็นบริษัท ฯลฯ เพื่อให้ดำเนินการได้อยู่บนขาตัวเอง
แต่ทั้งหมดติดปัญหาใหญ่คือหนี้สิน
สถานะ ขสมก.ในฐานะรัฐวิสาหกิจก็คือตัวแดง ขั้นวิกฤต
จริงอยู่แม้การลดภาษีรถจะมีผลดีในแง่ประชาชนได้ใช้รถยนต์ถูกลง อุตสาหกรรมรถยนต์และที่เกี่ยวเนื่องมียอดขายสูงขึ้น แต่ผลดีจะมีแค่วูบเดียว ทว่าภาระข้างหน้ากลับผูกพันระยะยาว
หากรัฐบาลเอาเงินที่จะไปลดภาษีรถยนต์มาแก้ปัญหา ขสมก. ทั้งปรับองค์กร ปรับปรุงระบบเดินรถให้ดีขึ้น ยกมาตรฐานการบริการ ฯลฯ ประโยชน์ที่ได้จะมากกว่าการลดภาษีรถ
รถคันแรกจึงเป็นประชานิยมขนานแท้ มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้







