
SCC-PTTGC ปิดดีลยักษ์ปิโตรเคมี! ผนึกกำลังโกยซินเนอร์ยี 6.8 พันล้านต่อปี
SCC จับมือ PTTGC บรรลุข้อตกลงหลักจัดตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย ให้ PTTGC ถือหุ้น 56% ส่วน SCGC ถือ 44% คาดสร้างประโยชน์ร่วมต่อเนื่องปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท เตรียมเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติ 3 ธ.ค. 2569 ก่อนเดินหน้าปิดธุรกรรมครึ่งหลังปี 2570
KEY
POINTS
- SCC จับมือ PTTGC บรรลุข้อตกลงหลักจัดตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย
- PTTGC ถือหุ้น 56% ส่วน SCGC ถือ 44% คาดสร้างประโยชน์ร่วมต่อเนื่องปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท
- เตรียมเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติ 3 ธ.ค. 2569 ก่อนเดินหน้าปิดธุรกรรมครึ่งหลังปี 2570
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญของการปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีไทย หลัง “บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC” บริษัทย่อยของ SCC
และ “บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC” บรรลุข้อตกลงในสาระสำคัญและกรอบเงื่อนไขหลักของการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย
ดีลดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกกำลังผู้ประกอบการปิโตรเคมีรายใหญ่ของไทย โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ ต้นทุนวัตถุดิบ และการแข่งขันด้านกำลังการผลิต
ไฮไลต์สำคัญ การสร้างประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงาน (Synergy) ทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ได้ต่อเนื่องปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท หรือประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์
รวมจุดแข็งต้นน้ำ-ปลายน้ำ
หัวใจของการร่วมทุนครั้งนี้ คือ การนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาผสานกัน โดย PTTGC มีความแข็งแกร่งด้านการผลิตปิโตรเคมีต้นน้ำ การเข้าถึงวัตถุดิบที่แข่งขันได้จากการบูรณาการกับธุรกิจโรงกลั่น และโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจร
ขณะที่ SCGC มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตปิโตรเคมีปลายน้ำ มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง และมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง
การรวมธุรกิจจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ประโยชน์จากโรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อ การวางแผนซ่อมบำรุง และการดำเนินงานร่วมกัน
สำหรับแหล่งที่มาของประโยชน์ร่วม คาดว่าจะมาจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์และตลาดปลายน้ำ การบริหารจัดการวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขซินเนอร์ยีดังกล่าวเป็นประมาณการจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้
PTTGC ถือหุ้นใหญ่รวมสินทรัพย์
ภายใต้กรอบข้อตกลง PTTGC ถือหุ้น 56% ในบริษัทร่วมทุน ขณะที่ SCGC ถือหุ้น 44% ทำให้ PTTGC เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และ SCGC ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ
ขอบเขตธุรกรรมครอบคลุมสินทรัพย์ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของทั้งสองบริษัทในประเทศไทย ทั้งโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และโรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) รวมถึงเงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลง
ฝั่ง SCGC ครอบคลุมสินทรัพย์และเงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน บริษัท สยามโพลิเอททีลีน บริษัท สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์
ส่วนฝั่ง PTTGC ครอบคลุมโรงงานและสินทรัพย์ปิโตรเคมีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเงินลงทุนในบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์
เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิตติดตั้งตามเอกสารแนบ ธุรกิจโอเลฟินส์ของ SCGC มีกำลังการผลิตเอทิลีน 2.1 ล้านตันต่อปี และโพรพิลีน 1.3 ล้านตันต่อปี รวม 3.4 ล้านตันต่อปี ขณะที่ธุรกิจโอเลฟินส์ของ PTTGC มีกำลังการผลิตรวม 3.729 ล้านตันต่อปี
ด้านพอลิโอเลฟินส์ SCGC มีข้อมูลกำลังการผลิตพอลิเอทิลีนและพอลิโพรพิลีนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามเอกสารแนบ ขณะที่ PTTGC มีกำลังการผลิตพอลิเอทิลีนรวม 1.95 ล้านตันต่อปี และเงินลงทุนใน HMC Polymers ซึ่งมีกำลังการผลิตพอลิโพรพิลีน 1.06 ล้านตันต่อปี
การรวมสินทรัพย์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มขนาดธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน แต่กำลังการผลิตรวมข้างต้นเป็นตัวเลขของสินทรัพย์ตามขอบเขตธุรกรรม ไม่ใช่การยืนยันว่ากำลังการผลิตทั้งหมดจะถูกรวมเป็นตัวเลขเดียวโดยไม่มีการปรับโครงสร้างหรือเงื่อนไขเพิ่มเติม
วางนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 60%
อีกประเด็นสำคัญสำหรับผู้ลงทุนคือ นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทร่วมทุน กำหนดให้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 60% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมสำหรับแต่ละปีบัญชี หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามกฎหมาย
สำหรับกำไรส่วนที่เหลือ จะพิจารณาจ่ายหลังหักเงินที่จำเป็นสำหรับรายจ่ายลงทุน การลงทุนในอนาคต เงินทุนหมุนเวียน และความต้องการในการดำเนินธุรกิจ
ในมุมของ SCC ภายหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเสร็จสมบูรณ์ บริษัทจะรับรู้เงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม และรับรู้ส่วนแบ่งผลการดำเนินงานตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) โดยสินทรัพย์ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทยที่อยู่ภายใต้บริษัทร่วมทุนจะไม่ถูกรวมแสดงในงบฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนของ SCC ในลักษณะเดิม
ทั้งนี้ประโยชน์ร่วมจากการดำเนินงานจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งกำไรของ SCGC ขณะที่เงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทร่วมทุนจะส่งผลต่อ EBITDA ของ SCC ในอนาคต
จับตาประชุมผู้ถือหุ้น 3 ธ.ค.
ขั้นตอนต่อไป บริษัทเตรียมจัดส่งหนังสือเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2569 และกำหนดประชุมในวันที่ 3 ธันวาคม 2569
หลังจากนั้น จะดำเนินการยื่นขอและรอการอนุมัติจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า รวมถึงการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลอื่นและคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2570
ส่วนการปิดธุรกรรมและจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ คาดว่าจะเกิดขึ้นในครึ่งหลังของปี 2570 ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนและการได้รับอนุมัติที่เกี่ยวข้องครบถ้วน
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศไทย SCC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ทั้งการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนให้โรงงาน Long Son Petrochemicals ในเวียดนาม การขยายธุรกิจปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง ธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค และธุรกิจ Cleanergy
ดีลระหว่าง SCGC และ PTTGC จึงเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย โดยโจทย์สำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนให้สำเร็จ แต่คือการเปลี่ยนขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นให้กลายเป็นประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น ต้นทุนที่แข่งขันได้ และผลตอบแทนที่ยั่งยืนต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว.







