
ไขคำตอบ SCC ร่วง! ปิโตรเคมีถ่วง-LSP ขาดทุน โบรกชู JV PTTGC ปลดล็อกอนาคต
SCC เผชิญแรงขายหลังงบไตรมาส 3/2569 กำไรทรุด 79% SCGC พลิกขาดทุน 1,738 ล้านบาท เซ่นสเปรดปิโตรเคมีหดตัวและโรงงาน LSP เวียดนามหยุดเดินเครื่อง แนวโน้มไตรมาส 4 ยังเปราะบาง โบรกมองดีล JV กับ PTTGC สร้าง Synergy ปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท หนุนการฟื้นตัวระยะยาว
KEY
POINTS
- SCC เผชิญแรงขายหลังงบไตรมาส 3/2569 กำไรทรุด 79% SCGC พลิกขาดทุน 1,738 ล้านบาท
- เซ่นสเปรดปิโตรเคมีหดตัวและโรงงาน LSP เวียดนามหยุดเดินเครื่อง แนวโน้มไตรมาส 4 ยังเปราะบาง
- โบรกมองดีล JV กับ PTTGC สร้าง Synergy ปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท หนุนการฟื้นตัวระยะยาว
ราคาหุ้น “บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC” เผชิญแรงกดดันในช่วงเช้าวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 12 บาท คิดเป็น -4.32% แตะ 266 บาท
ท่ามกลางความกังวลต่อผลประกอบการที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีที่ยังเผชิญภาวะส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์อ่อนแอ ประกอบกับผลขาดทุนจากโรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ในเวียดนามที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบยังเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง
แต่แม้กำไรระยะสั้นยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แต่นักวิเคราะห์ยังให้น้ำหนักกับปัจจัยบวกระยะยาวจากแผนปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมี โดยเฉพาะการร่วมทุนระหว่าง “SCGC” บริษัทในกลุ่ม SCC กับ “บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC” คาดว่าจะสร้างประโยชน์ร่วมกัน (Synergy) ได้ปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท
กำไรไตรมาส 3 วูบ 79%
SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 2,386 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 669 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 79% จากไตรมาส 2/2569 หากไม่รวมรายการพิเศษและรายการปรับปรุงอื่นๆ บริษัทมีกำไรปกติ (Adjusted Profit) 1,788 ล้านบาท ลดลง 83% จากไตรมาสก่อน แม้เพิ่มขึ้น 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 122,666 ล้านบาท ลดลง 10% จากไตรมาสก่อน ส่วน Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,444 ล้านบาท ลดลง 48% สะท้อนแรงกดดันจากธุรกิจหลักหลายส่วน โดยเฉพาะเคมิคอลส์ ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รวมถึงบรรจุภัณฑ์
ปัจจัยสำคัญมาจากธุรกิจ SCGC ที่พลิกจากกำไร 4,820 ล้านบาทในไตรมาส 22569 เป็นขาดทุน 1,738 ล้านบาทในไตรมาส 3 หลังส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลง โดยส่วนต่างราคา HDPE-Naphtha หดตัว 27% และ PP-Naphtha ลดลง 14% จากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ โรงงาน LSP ในเวียดนามยังเป็นภาระสำคัญ หลังหยุดเดินเครื่องตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,326 ล้านบาท จาก 631 ล้านบาทในไตรมาสก่อน แม้บริษัทรับรู้กำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Stock Gain) ประมาณ 905 ล้านบาทแล้วก็ตาม
ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีกำไรลดลง 41% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีกำไรลดลง 12% ตามลำดับ ส่วนหนึ่งจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการวัสดุก่อสร้างที่ชะลอตัว
สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2569 SCC มีกำไรสุทธิ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ Adjusted Profit อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท และรายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
Q4 เสี่ยงอ่อนตัว-ลุ้นลดต้นทุน LSP
แนวโน้มไตรมาส 4/2569 ยังเป็นโจทย์ท้าทาย โดยธุรกิจปิโตรเคมีมีโอกาสได้รับประโยชน์จากโรงงาน ROC ที่กลับมาเดินเครื่องตั้งแต่กลางเดือนกันยายน แต่ยังถูกหักล้างจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC ในเดือนพฤศจิกายน และความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อ่อนตัวตามฤดูกาลปลายปี
ขณะที่ LSP ยังไม่สามารถกลับมาสร้างกำไรได้ในระยะสั้น โดยบริษัทคาดว่าจะกลับมาเดินเครื่องในปี 2570 ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังต้องจับตาต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อในตลาด
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ตลาดจับตาคือโครงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบอีเทน (Ethane) ของ LSP ซึ่งมีความคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด หากดำเนินการได้ตามแผน จะช่วยปรับโครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบและลดแรงกดดันจากผลขาดทุนของโรงงานในระยะยาว
JV ปลดล็อก Synergy สูงสุด 6.8 พันล้าน
อีกหนึ่งความหวังสำคัญคือความคืบหน้าการร่วมทุนระหว่าง PTTGC และ SCGC เพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย โดย PTTGC จะโอนสินทรัพย์เข้าสู่ GC SPV ก่อนควบรวมกับ TPE ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม SCGC และให้ GC SPV เป็นบริษัทที่คงอยู่หลังการควบรวม
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว PTTGC จะถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44% โดยมีมูลค่าสินทรัพย์รวมที่ตกลงกัน 186,514 ล้านบาท ประเมินด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) และไม่มีการชำระเงินสดระหว่างกัน เนื่องจาก GC SPV จะออกหุ้นให้ SCGC เป็นสิ่งตอบแทน ทั้งนี้ คาดว่าดีลจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 หลังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงดำเนินการตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องครบถ้วน
การรวมธุรกิจครั้งนี้คาดว่าจะสร้าง Synergy ได้ปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่
1. ลดต้นทุนวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ปรับการจัดสรรวัตถุดิบระหว่างโรงงาน เพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ Feedstock รวมการจัดซื้อ และลดต้นทุนขนส่ง สาธารณูปโภค ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการบริหาร
2. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ ผสานความแข็งแกร่งของธุรกิจต้นน้ำ PTTGC กับธุรกิจปลายน้ำ SCGC เพื่อปรับ Product Mix ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสสร้างกำไรจากผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง
3. เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน วางแผนการเดินเครื่องโรงงาน การใช้ Catalyst การซ่อมบำรุงและหยุดโรงงานเพื่อซ่อมใหญ่ร่วมกัน พร้อมลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนในอนาคต
จุดสำคัญคือบริษัทประเมินว่าสามารถสร้างประโยชน์จากฐานสินทรัพย์เดิม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิด Synergy ตามเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ยังเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน (Oversupply)
ทรีนีตี้เคาะเป้า 294 บาท
บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ประเมินดีล JV ดังกล่าวเป็นบวกต่อทั้ง SCC และ PTTGC เพราะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
หากอิง Synergy ปีละ 5,100-6,800 ล้านบาท และ EV/EBITDA ที่ 5-8 เท่า จะคิดเป็นมูลค่าเพิ่มที่ประเมินได้สำหรับ SCC ราว 9.35-19.95 บาทต่อหุ้น และ PTTGC ราว 3.17-6.76 บาทต่อหุ้น
สำหรับ SCC คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 294 บาท อิง PBV 1.0 เท่า แม้ผลประกอบการไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาด และแนวโน้มระยะสั้นยังถูกกดดันจากธุรกิจเคมิคอลส์ แต่ให้น้ำหนักกับปัจจัยหนุนระยะยาวจากโครงการ LSP Ethane และการร่วมทุนกับ PTTGC
ฟินันเซียให้ 312 บาท
ด้าน บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กำไรไตรมาส 3/2569 ต่ำกว่าคาดประมาณ 35% จากการพลิกขาดทุนของ SCGC หลังโรงงาน LSP หยุดผลิตและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีอ่อนแอ ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์ยังชะลอตัว และคาดว่ากำไรไตรมาส 4 ยังเผชิญแรงกดดันจากการหยุดซ่อมโรงงาน
โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 312 บาท พร้อมมองว่าการร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC คาดว่าจะเริ่มสร้างประโยชน์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการฟื้นตัวของ SCC ในระยะยาว
โจทย์สำคัญของ SCC จึงอยู่ที่การผ่านช่วงกำไรอ่อนแอในระยะสั้น ก่อนเปลี่ยน Synergy จากดีล JV และการลดต้นทุน LSP ให้กลายเป็นผลประกอบการที่ดีขึ้นจริง โดยนักลงทุนต้องติดตามทั้งความคืบหน้าดีล การฟื้นตัวของส่วนต่างราคาปิโตรเคมี และกำหนดการกลับมาเดินเครื่องของ LSP อย่างใกล้ชิด.







