posttoday
WHAID ชี้ Data Center คือโอกาสไทยในห่วงโซ่ AI จี้รัฐเคลียร์ค่าไฟโปร่งใส เปิดทาง SMR พลังงานอนาคต

WHAID ชี้ Data Center คือโอกาสไทยในห่วงโซ่ AI จี้รัฐเคลียร์ค่าไฟโปร่งใส เปิดทาง SMR พลังงานอนาคต

19 ตุลาคม 2569

“ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย” ซีอีโอ WHAID มองกระแส AI และ Data Center เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนใหม่ ย้ำโจทย์ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องบริหารจัดการผลกระทบให้เหมาะสม พร้อมเรียกร้องความชัดเจนด้านโครงสร้างค่าไฟฟ้า และเชื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR เกิดในไทยใน 5 ปี หากภาครัฐเดินหน้าจริงจัง

KEY

POINTS

  • “ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย” ซีอีโอ WHAID มองกระแส AI และ Data Center เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจและดึงดูดลงทุนใหม่
  • ย้ำโจทย์ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องบริหารจัดการผลกระทบให้เหมาะสม พร้อมเรียกร้องความชัดเจนด้านโครงสร้างค่าไฟฟ้า
  • เชื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR เกิดในไทยใน 5 ปี หากภาครัฐเดินหน้าจริงจัง

เกาะกระแส AI ต้องคว้าโอกาส ไม่ใช่ปิดประตูลงทุน! การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569

 

สะท้อนให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันระหว่างประเทศ

 

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสพูดคุยกับ “ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID เปิดมุมมองว่า การที่ประเทศไทยมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI ถือเป็นทิศทางที่น่ายินดี เพราะจะช่วยเปิดประตูสู่การลงทุนใหม่และสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากกระแส AI ในส่วนใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Data Center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบพลังงาน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

“ผมมองว่า Data Center เป็นสิ่งที่ดี ประเทศไทยควรคว้าโอกาสนี้ แต่ต้องบริหารจัดการให้ถูกต้อง และดึงประโยชน์จากการลงทุนมาใช้ให้เต็มที่ ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการต่อต้านว่าไม่เอาเลย”

 

“ปจงวิช” เห็นว่า การลงทุน Data Center ไม่ควรถูกมองผ่านความกังวลเพียงด้านเดียว แต่ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความต้องการใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อชุมชน และความสามารถของประเทศในการรองรับการลงทุนระยะยาว

 

สำหรับประเทศไทย การดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อให้มีโครงการเข้ามาตั้งฐาน แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้การลงทุนสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนด้วย

 

WHAID ชี้ Data Center คือโอกาสไทยในห่วงโซ่ AI จี้รัฐเคลียร์ค่าไฟโปร่งใส เปิดทาง SMR พลังงานอนาคต

 

ค่าไฟต้องชัด-โปร่งใส-ตรวจสอบได้

 

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อการลงทุน Data Center คือความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำ รวมถึงความกังวลว่าการลงทุนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะสร้างภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นหรือไม่

 

ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ซึ่งภาครัฐกำลังผลักดันให้มีความชัดเจนมากขึ้น

 

“วันนี้สิ่งสำคัญคือต้องมีความชัดเจนเรื่องค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 เป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ภาครัฐกำหนดขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับกลุ่มกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โดยเฉพาะ ซึ่งนักลงทุนต้องการรู้ว่าคำนวณอย่างไร มีหลักเกณฑ์แบบไหน และสามารถตรวจสอบได้หรือไม่”

 

ในมุมของผู้ลงทุน ความโปร่งใสของต้นทุนพลังงานมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน เพราะ Data Center เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องและต้องวางแผนต้นทุนในระยะยาว หากภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน นักลงทุนสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้ ขณะเดียวกัน สังคมก็สามารถตรวจสอบได้ว่าการจัดสรรต้นทุนพลังงานมีความเหมาะสมหรือไม่

 

นอกจากนี้ แนวทางที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อาจจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วยตนเอง เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า หากสามารถทำสัญญาจัดหาระยะยาวและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดหาพลังงาน

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวจำเป็นต้องมีสูตรคำนวณต้นทุนและหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและไม่สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ใช้พลังงาน

 

โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ Data Center ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาถูกที่สุด แต่อยู่ที่การออกแบบระบบพลังงานให้สามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ โดยไม่ผลักภาระที่ไม่เหมาะสมไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น

 

WHAID ชี้ Data Center คือโอกาสไทยในห่วงโซ่ AI จี้รัฐเคลียร์ค่าไฟโปร่งใส เปิดทาง SMR พลังงานอนาคต

 

รัฐต้องเร่งเกมพลังงานทันการแข่งขัน

 

“ปจงวิช” มองว่า การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านพลังงานและอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ที่ผ่านมาภาคเอกชนมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายระดับรัฐบาล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

 

แต่เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การวางแผนพลังงานในระยะยาวจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ไขได้

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การจัดหาเชื้อเพลิง และเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าทางเลือก เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้

 

SMR ไทยต้องศึกษาจริงจัง

 

อีกประเด็นที่สนใจคือ Small Modular Reactor หรือ SMR เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต


ทั้งนี้ส่วนตัวเชื่อว่า SMR มีโอกาสเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมองว่าการสื่อสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันมีทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับภาพจำของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม

 

“ผมคิดว่า SMR ไปได้ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีขนาดเล็กลง และเริ่มถูกพูดถึงในฐานะทางเลือกพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสะอาดได้”

 

ในอดีตประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นเรื่องที่นักการเมืองไม่ค่อยกล้าพูดถึง เนื่องจากประชาชนมีความกังวลด้านความปลอดภัย แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นการพูดถึง SMR มากขึ้น สะท้อนว่าการยอมรับต่อเทคโนโลยีอาจเปลี่ยนแปลงไป

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสื่อสารที่ถูกต้อง การสร้างความเข้าใจ และการออกแบบมาตรการความปลอดภัยอย่างรอบคอบ

 

“ผมทำงานด้านไฟฟ้ามาประมาณ 30 ปี มองว่าเรื่องความปลอดภัยต้องแก้ด้วยวิศวกรรม ต้องมี Safety Factor ที่เหมาะสม และต้องพิจารณาความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติในการเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า”

 

สำหรับประเทศไทย “ปจงวิช” มองว่าพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ควรศึกษา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาความเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมและความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคธุรกิจ

 

ด้วยขนาดของ SMR ที่เล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต เทคโนโลยีนี้อาจเปิดทางให้มีรูปแบบการจัดวางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่จะดำเนินการในพื้นที่ใดและด้วยรูปแบบใด ต้องขึ้นอยู่กับการศึกษาความเหมาะสมทางเทคนิค ความปลอดภัย กฎหมาย และการยอมรับของประชาชน

 

ในส่วนของกรอบเวลา “ปจงวิช” ประเมินว่า ประเทศไทยอาจได้เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับ SMR ภายในประมาณ 5 ปี หากภาครัฐเดินหน้าศึกษาและผลักดันอย่างจริงจัง โดยมองว่าหน่วยงานภาครัฐด้านไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นกระบวนการดังกล่าว

 

ทั้งนี้ กรอบเวลาดังกล่าวเป็นการประเมินของผู้บริหาร ไม่ใช่กำหนดการก่อสร้างหรือเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าที่ได้รับการยืนยันแล้ว

 

ถอดบทเรียน IMF ไทยต้องช่วยตรงจุด 

 

สำหรับการประชุม IMF-World Bank “ปจงวิช” ระบุว่า แม้ไม่ได้ติดตามทุกประเด็นอย่างละเอียด แต่มีข้อสังเกตบางประการที่เห็นว่าประเทศไทยควรนำมาพิจารณา โดยเฉพาะคำเตือนเกี่ยวกับการอุดหนุนราคาพลังงานและภาระทางการคลังของรัฐบาล

 

โดยมองว่า ข้อเสนอแนะจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF มีความสำคัญ เพราะช่วยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวน โดยไม่ควรมองว่าเป็นเพียงประเด็นทางการเมืองระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

“เรื่องการอุดหนุนพลังงาน เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามีข้อจำกัด แต่เมื่อมีองค์กรระดับ IMF ออกมาเตือนถือเป็นเรื่องที่ควรรับฟังและนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง”

 

“ปจงวิช” เห็นว่า การช่วยเหลือด้านพลังงานไม่ควรดำเนินการแบบครอบคลุมทุกกลุ่มโดยไม่มีเป้าหมาย เพราะอาจทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระทางการคลังต่อเนื่อง และยากที่จะยุติมาตรการได้ในระยะยาว

 

แนวทางที่เหมาะสมจึงควรเป็นการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง โดยพิจารณาความจำเป็นและความสามารถในการรับภาระของแต่ละกลุ่ม แทนการใช้มาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโอกาสของประเทศในการพัฒนาพลังงานสะอาดและลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

 

โอกาสอยู่ตรงหน้า ต้องบริหารให้เป็น

 

เมื่อมองภาพรวม “ปจงวิช” เห็นว่ากระแส AI และการลงทุน Data Center เป็นโอกาสที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม แต่การจะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริง จำเป็นต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจน ตั้งแต่โครงสร้างค่าไฟฟ้า ความมั่นคงทางพลังงาน ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง SMR

 

สิ่งที่ภาครัฐต้องทำควบคู่กันคือสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนพลังงาน การใช้ทรัพยากร และมาตรการดูแลผลกระทบต่อชุมชน

 

เพราะในโลกที่การแข่งขันด้าน AI กำลังเร่งตัว ประเทศที่ได้เปรียบไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีกติกาชัดเจน และสามารถกระจายประโยชน์จากการลงทุนไปสู่เศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างยั่งยืน

 

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะรับ Data Center หรือไม่ แต่คือจะออกแบบระบบพลังงานและกติกาการลงทุนอย่างไร เพื่อให้ประเทศคว้าโอกาสจาก AI ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นให้กับประชาชนและเศรษฐกิจในระยะยาว.

 

WHAID ชี้ Data Center คือโอกาสไทยในห่วงโซ่ AI จี้รัฐเคลียร์ค่าไฟโปร่งใส เปิดทาง SMR พลังงานอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

Nasdaq นำตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัว หุ้นชิป-เอไอรีบาวด์ ราคาทองร่วง

Nasdaq นำตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัว หุ้นชิป-เอไอรีบาวด์ ราคาทองร่วง