
WHAID ชี้ Data Center คือโอกาสไทยในห่วงโซ่ AI จี้รัฐเคลียร์ค่าไฟโปร่งใส เปิดทาง SMR พลังงานอนาคต
“ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย” ซีอีโอ WHAID มองกระแส AI และ Data Center เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนใหม่ ย้ำโจทย์ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องบริหารจัดการผลกระทบให้เหมาะสม พร้อมเรียกร้องความชัดเจนด้านโครงสร้างค่าไฟฟ้า และเชื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR เกิดในไทยใน 5 ปี หากภาครัฐเดินหน้าจริงจัง
KEY
POINTS
- “ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย” ซีอีโอ WHAID มองกระแส AI และ Data Center เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจและดึงดูดลงทุนใหม่
- ย้ำโจทย์ไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องบริหารจัดการผลกระทบให้เหมาะสม พร้อมเรียกร้องความชัดเจนด้านโครงสร้างค่าไฟฟ้า
- เชื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR เกิดในไทยใน 5 ปี หากภาครัฐเดินหน้าจริงจัง
เกาะกระแส AI ต้องคว้าโอกาส ไม่ใช่ปิดประตูลงทุน! การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569
สะท้อนให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันระหว่างประเทศ
“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสพูดคุยกับ “ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID เปิดมุมมองว่า การที่ประเทศไทยมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI ถือเป็นทิศทางที่น่ายินดี เพราะจะช่วยเปิดประตูสู่การลงทุนใหม่และสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากกระแส AI ในส่วนใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Data Center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบพลังงาน หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
“ผมมองว่า Data Center เป็นสิ่งที่ดี ประเทศไทยควรคว้าโอกาสนี้ แต่ต้องบริหารจัดการให้ถูกต้อง และดึงประโยชน์จากการลงทุนมาใช้ให้เต็มที่ ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการต่อต้านว่าไม่เอาเลย”
“ปจงวิช” เห็นว่า การลงทุน Data Center ไม่ควรถูกมองผ่านความกังวลเพียงด้านเดียว แต่ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความต้องการใช้ทรัพยากร ผลกระทบต่อชุมชน และความสามารถของประเทศในการรองรับการลงทุนระยะยาว
สำหรับประเทศไทย การดึงดูดการลงทุนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อให้มีโครงการเข้ามาตั้งฐาน แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้การลงทุนสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนด้วย
ค่าไฟต้องชัด-โปร่งใส-ตรวจสอบได้
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อการลงทุน Data Center คือความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำ รวมถึงความกังวลว่าการลงทุนของภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะสร้างภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นหรือไม่
ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ซึ่งภาครัฐกำลังผลักดันให้มีความชัดเจนมากขึ้น
“วันนี้สิ่งสำคัญคือต้องมีความชัดเจนเรื่องค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 เป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ภาครัฐกำหนดขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับกลุ่มกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) โดยเฉพาะ ซึ่งนักลงทุนต้องการรู้ว่าคำนวณอย่างไร มีหลักเกณฑ์แบบไหน และสามารถตรวจสอบได้หรือไม่”
ในมุมของผู้ลงทุน ความโปร่งใสของต้นทุนพลังงานมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน เพราะ Data Center เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องและต้องวางแผนต้นทุนในระยะยาว หากภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน นักลงทุนสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้ ขณะเดียวกัน สังคมก็สามารถตรวจสอบได้ว่าการจัดสรรต้นทุนพลังงานมีความเหมาะสมหรือไม่
นอกจากนี้ แนวทางที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อาจจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วยตนเอง เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า หากสามารถทำสัญญาจัดหาระยะยาวและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดหาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวจำเป็นต้องมีสูตรคำนวณต้นทุนและหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและไม่สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ใช้พลังงาน
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้ Data Center ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาถูกที่สุด แต่อยู่ที่การออกแบบระบบพลังงานให้สามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ โดยไม่ผลักภาระที่ไม่เหมาะสมไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
รัฐต้องเร่งเกมพลังงานทันการแข่งขัน
“ปจงวิช” มองว่า การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านพลังงานและอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ที่ผ่านมาภาคเอกชนมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายระดับรัฐบาล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
แต่เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การวางแผนพลังงานในระยะยาวจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ไขได้
ประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การจัดหาเชื้อเพลิง และเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าทางเลือก เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้
SMR ไทยต้องศึกษาจริงจัง
อีกประเด็นที่สนใจคือ Small Modular Reactor หรือ SMR เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต
ทั้งนี้ส่วนตัวเชื่อว่า SMR มีโอกาสเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยมองว่าการสื่อสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันมีทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับภาพจำของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม
“ผมคิดว่า SMR ไปได้ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีขนาดเล็กลง และเริ่มถูกพูดถึงในฐานะทางเลือกพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสะอาดได้”
ในอดีตประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นเรื่องที่นักการเมืองไม่ค่อยกล้าพูดถึง เนื่องจากประชาชนมีความกังวลด้านความปลอดภัย แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นการพูดถึง SMR มากขึ้น สะท้อนว่าการยอมรับต่อเทคโนโลยีอาจเปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสื่อสารที่ถูกต้อง การสร้างความเข้าใจ และการออกแบบมาตรการความปลอดภัยอย่างรอบคอบ
“ผมทำงานด้านไฟฟ้ามาประมาณ 30 ปี มองว่าเรื่องความปลอดภัยต้องแก้ด้วยวิศวกรรม ต้องมี Safety Factor ที่เหมาะสม และต้องพิจารณาความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติในการเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า”
สำหรับประเทศไทย “ปจงวิช” มองว่าพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ควรศึกษา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาความเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมและความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคธุรกิจ
ด้วยขนาดของ SMR ที่เล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต เทคโนโลยีนี้อาจเปิดทางให้มีรูปแบบการจัดวางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่จะดำเนินการในพื้นที่ใดและด้วยรูปแบบใด ต้องขึ้นอยู่กับการศึกษาความเหมาะสมทางเทคนิค ความปลอดภัย กฎหมาย และการยอมรับของประชาชน
ในส่วนของกรอบเวลา “ปจงวิช” ประเมินว่า ประเทศไทยอาจได้เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับ SMR ภายในประมาณ 5 ปี หากภาครัฐเดินหน้าศึกษาและผลักดันอย่างจริงจัง โดยมองว่าหน่วยงานภาครัฐด้านไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นกระบวนการดังกล่าว
ทั้งนี้ กรอบเวลาดังกล่าวเป็นการประเมินของผู้บริหาร ไม่ใช่กำหนดการก่อสร้างหรือเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าที่ได้รับการยืนยันแล้ว
ถอดบทเรียน IMF ไทยต้องช่วยตรงจุด
สำหรับการประชุม IMF-World Bank “ปจงวิช” ระบุว่า แม้ไม่ได้ติดตามทุกประเด็นอย่างละเอียด แต่มีข้อสังเกตบางประการที่เห็นว่าประเทศไทยควรนำมาพิจารณา โดยเฉพาะคำเตือนเกี่ยวกับการอุดหนุนราคาพลังงานและภาระทางการคลังของรัฐบาล
โดยมองว่า ข้อเสนอแนะจากองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF มีความสำคัญ เพราะช่วยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวน โดยไม่ควรมองว่าเป็นเพียงประเด็นทางการเมืองระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“เรื่องการอุดหนุนพลังงาน เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามีข้อจำกัด แต่เมื่อมีองค์กรระดับ IMF ออกมาเตือนถือเป็นเรื่องที่ควรรับฟังและนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง”
“ปจงวิช” เห็นว่า การช่วยเหลือด้านพลังงานไม่ควรดำเนินการแบบครอบคลุมทุกกลุ่มโดยไม่มีเป้าหมาย เพราะอาจทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระทางการคลังต่อเนื่อง และยากที่จะยุติมาตรการได้ในระยะยาว
แนวทางที่เหมาะสมจึงควรเป็นการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง โดยพิจารณาความจำเป็นและความสามารถในการรับภาระของแต่ละกลุ่ม แทนการใช้มาตรการอุดหนุนแบบเหวี่ยงแห
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโอกาสของประเทศในการพัฒนาพลังงานสะอาดและลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
โอกาสอยู่ตรงหน้า ต้องบริหารให้เป็น
เมื่อมองภาพรวม “ปจงวิช” เห็นว่ากระแส AI และการลงทุน Data Center เป็นโอกาสที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม แต่การจะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริง จำเป็นต้องมีนโยบายรองรับที่ชัดเจน ตั้งแต่โครงสร้างค่าไฟฟ้า ความมั่นคงทางพลังงาน ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่าง SMR
สิ่งที่ภาครัฐต้องทำควบคู่กันคือสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนพลังงาน การใช้ทรัพยากร และมาตรการดูแลผลกระทบต่อชุมชน
เพราะในโลกที่การแข่งขันด้าน AI กำลังเร่งตัว ประเทศที่ได้เปรียบไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นประเทศที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีกติกาชัดเจน และสามารถกระจายประโยชน์จากการลงทุนไปสู่เศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างยั่งยืน
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะรับ Data Center หรือไม่ แต่คือจะออกแบบระบบพลังงานและกติกาการลงทุนอย่างไร เพื่อให้ประเทศคว้าโอกาสจาก AI ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นให้กับประชาชนและเศรษฐกิจในระยะยาว.







