
THAI งานเข้า! คมนาคมจ่อรื้อสัญญา 15 ปี สั่งเพิ่มบทปรับปมกระเป๋าตกค้าง-คาร์โก้เสียหาย
“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” จับมือ ทอท. ทบทวนสัญญาบริการภาคพื้นการบินไทย แม้เหลืออายุอีก 15 ปี หลังปัญหากระเป๋าและคาร์โก้ช่วงปลาย ก.ย. กระทบผู้โดยสารและชื่อเสียงประเทศ เตรียมถกกระทรวงการคลัง ก่อนเจรจา “การบินไทย (THAI)” ด้านบอร์ด ทอท. เล็งเสนอเข้าที่ประชุม ต.ค.นี้ วางกลไกค่าปรับ-ชดเชย หากผู้ประกอบการผิดสัญญา
KEY
POINTS
- “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” จับมือ ทอท. ทบทวนสัญญาบริการภาคพื้นการบินไทย แม้เหลืออายุอีก 15 ปี
- หลังปัญหากระเป๋าและคาร์โก้ช่วงปลาย ก.ย. กระทบผู้โดยสารและชื่อเสียงประเทศ เตรียมถกกระทรวงการคลัง ก่อนเจรจา THAI
- ด้านบอร์ด ทอท. เล็งเสนอเข้าที่ประชุม ต.ค.นี้ วางกลไกค่าปรับ-ชดเชย หากผู้ประกอบการผิดสัญญา
วิกฤตบริการภาคพื้นดินของ “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI” ที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 26-30 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา กำลังขยายวงจากปัญหาการให้บริการผู้โดยสารไปสู่โจทย์ใหญ่ด้านสัญญาธุรกิจและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ
เมื่อ “กระทรวงคมนาคม” และ “บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT หรือที่รู้จักในชื่อ “ทอท.” เตรียมทบทวนเงื่อนไขสัญญาให้บริการภาคพื้นดินและคลังสินค้า ซึ่งยังเหลืออายุสัญญาอีกถึง 15 ปี
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ไม่อาจจบลงเพียงการเร่งติดตามกระเป๋าเดินทาง คือข้อเท็จจริงที่ว่า สัญญาฉบับปัจจุบันระหว่าง ทอท. กับการบินไทยไม่มีการกำหนดค่าปรับหรือบทลงโทษไว้
ขณะที่สัญญาของผู้ประกอบการรายอื่นมีเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้กระทรวงคมนาคมต้องการผลักดันให้เกิดกลไกความรับผิดชอบที่ชัดเจน หากการให้บริการไม่เป็นไปตามข้อตกลง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความบกพร่องในการให้บริการภาคพื้นดินและงานคลังสินค้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศ
โดยข้อมูลล่าสุดที่ได้รับรายงานยังมีสัมภาระผู้โดยสารตกค้างรอการติดต่อส่งมอบอีก 80 ใบ
กระทรวงคมนาคมจึงหารือกับ ทอท. และเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องทบทวนสัญญาการให้บริการภาคพื้นดินกับการบินไทย โดยเฉพาะการเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับบทลงโทษและค่าปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยและสร้างความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการอีก
อย่างไรก็ตาม การปรับแก้สัญญาที่มีอายุเหลืออีก 15 ปี ไม่ใช่เรื่องที่ ทอท. จะดำเนินการได้โดยปราศจากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงคมนาคมและ ทอท. จะนำเรื่องหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของการบินไทยและมีบทบาทกำกับดูแล ก่อนกำหนดแนวทางและเข้าสู่กระบวนการเจรจากับผู้บริหารการบินไทยต่อไป
นายพิพัฒน์ ระบุว่า ความเสียหายจากสัมภาระและสินค้าคาร์โก้อาจนำไปสู่การร้องเรียนหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากลูกค้า
ขณะที่การพิจารณาบทลงโทษภายในองค์กรเป็นเรื่องการบริหารจัดการของกระทรวงการคลังและการบินไทย ส่วนภารกิจเร่งด่วนของ ทอท. คือประสานงานกับการบินไทยเพื่อติดตามสัมภาระที่ยังตกค้างและส่งคืนผู้โดยสาร
ด้านนายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย ประธานกรรมการ ทอท. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ ทอท. พิจารณาแนวทางเจรจากับการบินไทยในฐานะผู้ให้บริการภาคพื้นดินและคลังสินค้า โดยมุ่งกำหนดบทปรับหรือค่าชดเชยในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินงานได้ตามสัญญา เนื่องจาก ทอท. เป็นคู่สัญญาและได้รับผลกระทบโดยตรง
เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ทอท. ภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อหารือแนวทางดำเนินการต่อไป.
จากนี้จึงต้องจับตาว่า การทบทวนสัญญาจะนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานบริการและบทลงโทษที่ชัดเจนเพียงใด รวมถึงการเจรจาระหว่าง ทอท. กระทรวงการคลัง และการบินไทยจะมีข้อสรุปอย่างไร
เพราะโจทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดการสัมภาระที่ตกค้าง แต่ยังรวมถึงการสร้างหลักประกันให้ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการขนส่งสินค้าว่าความผิดพลาดลักษณะเดียวกันจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ.







