
คำต่อคำ: "สารัชถ์" เปิดวิสัยทัศน์ GULF ยุคใหม่ พลังงาน-Data Center-เคเบิลใต้น้ำ ดันไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
“สารัชถ์ รัตนาวะดี” เปิดมุมมองทิศทาง GULF ในอีก 3 ปี เดินหน้าตาม Global Trend ตั้งแต่ Energy Transition, LNG, พลังงานหมุนเวียน จนถึง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ชี้ก๊าซธรรมชาติยังเป็นกำลังสำคัญสร้างเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ขณะที่ไทยต้องรักษาความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนพลังงาน เพื่อดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI พร้อมมอง Submarine Cable เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลภูมิภาค ขณะที่โจทย์ใหญ่ของประเทศคือเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ตั้งเป้าอยากเห็น GDP ไทยเติบโต 7-8%
KEY
POINTS
- “สารัชถ์ รัตนาวะดี” เปิดมุมมองทิศทาง GULF ในอีก 3 ปี เดินหน้าตาม Global Trend ชี้ก๊าซธรรมชาติกำลังสำคัญสร้างเสถียรภาพระบบไฟฟ้า
- ไทยต้องรักษาความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนพลังงาน ดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI
- โจทย์ใหญ่คือเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ตั้งเป้าอยากเห็น GDP ไทยเติบโต 7-8%
ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด ขณะเดียวกันเศรษฐกิจก็กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย Data Center และ AI เกมของบริษัทพลังงานจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันว่าใครสามารถสร้าง "โครงสร้างพื้นฐาน" ที่รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ครบวงจรกว่า
นี่คือภาพที่สะท้อนจากมุมมองของ "สารัชถ์ รัตนาวะดี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ในการให้สัมภาษณ์พิเศษภายในงาน GASTECH 2026
"สารัชถ์" มองว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบ
ขณะเดียวกันจำเป็นต้องศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว เช่น โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ พลังงานลม และ SMR ไว้อย่างรอบคอบ แม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันการใช้พลังงานสีเขียวเพื่อลดการนำเข้าและเน้นการพึ่งพาตนเอง
แต่พลังงานสีเขียวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องจากแสงแดดและลมไม่ได้มีตลอด จึงจำเป็นต้องหาจุดสมดุลให้ได้
GULF พร้อมรับมือ PDP ใหม่?
"สารัชถ์" มองว่าปัจจุบันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากการขายไฟฟ้าตรงให้แก่ภาครัฐ ไปสู่การเปิดเสรีมากขึ้นด้วยการขายไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน
สำหรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่เป็นไกด์ไลน์ที่สะท้อนว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศสูงขึ้น ทั้งจากพลังงานหมุนเวียน ก๊าซธรรมชาติ และกลุ่ม Data Center ซึ่งแผนนี้เน้นเรื่อง Net Zero และคาร์บอนมากขึ้น
ทั้งนี้ การวางแผนต้องทำอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสะดุด เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain)ของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติทั่วโลกตึงตัวมาก จากเดิมเคยสั่งซื้อเครื่องจักรใช้เวลา 1-2 ปี ปัจจุบันต้องใช้นานถึง 4-5 ปี และราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก
ถามว่า...สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน(Renewable Power) 60–70% ในแผน PDP เป็นไปได้มากน้อยเพียงใดและข้อจำกัดในการพัฒนาอย่างไร ?
"สารัชถ์" มองว่าแผน PDP เป็นการคาดการณ์อนาคต การลงทุนจริงต้องพิจารณาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงและการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำหรับ
และยอมรับว่า พลังงานลม ทำได้ยากเพราะติดข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ป่าสงวนหรืออุทยาน ส่วน พลังงานโซลาร์เซลล์ ทำได้แน่นอนเพราะประเทศไทยมีแดดทั่วถึง แต่หากกระจายมากเกินไป ต้องพิจารณาเรื่องการเชื่อมต่อและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งการไฟฟ้าและ กกพ. ต้องร่วมกันหาจุดสมดุล
"โปรเจกต์โซลาร์เซลล์ GULF มีการลงทุนจำนวนมากเนื่องจากไทยมีแสงแดดทั่วถึง ส่วนพลังงานลมทำได้ยากกว่า กระแสลมในไทยไม่ค่อยพัด ส่วนก๊าซธรรมชาติความต้องการในอุตสาหกรรมไฟฟ้าระดับโลกยังมีอยู่และปริมาณการผลิตก๊าซเพิ่มขึ้น"
Direct PPA คือจุดเปลี่ยน
เมื่อถามว่า มองโอกาสของระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) อย่างไร ? "สารัชถ์" มองว่า Direct PPA คือการเปิดเสรีไฟฟ้า ควรจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกับการเปิดเสรีแก๊สธรรมชาติ ที่ผ่านมาไม่เกิดเพราะอาจจะมาก่อนกาล แต่ในปัจจุบันสถานการณ์และระบบไฟฟ้ามีความพร้อมแล้ว
ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้าง Adder และค่า FT นั้น "สารัชถ์" มองว่าเป็นเรื่องดีและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนถูกลงมาก ผู้ประกอบการน่าจะให้ความร่วมมือ
ส่วนสัญญาที่หมด Adder ไปแล้ว ค่าไฟฟ้าฐานไม่ควรนำไปลิงก์กับค่า FT อีก เพราะพลังงานหมุนเวียนไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ส่วนก๊าซธรรมชาติก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ต้องทำงานควบคู่กันไปในอีก 10 ปีข้างหน้า
LNG ยังไม่หาย GULF กระจายความเสี่ยง
สถานการณ์การจัดหาและการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG "สารัชถ์" เล่าให้ฟังว่า จากการพูดคุยกับผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจ LNG ทั้งกลุ่ม Upstream, Trading และธุรกิจเรือ เห็นว่ามีโอกาสนำเข้า LNG มาใช้ในประเทศไทยในราคาที่สมเหตุสมผล
ตลาดและซัพพลาย LNG ยังมีขนาดใหญ่และพัฒนาได้อีกมาก ไม่ได้หายไปจนทำให้ราคาพุ่งสูงอย่างรุนแรง
ถามว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาและต้นทุน LNG หรือไม่?
"สารัชถ์" มองผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่รุนแรงเท่ากับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
การที่ราคา LNG ขยับขึ้นมาที่ 28 ดอลลาร์สหรัฐเป็นการปรับตัวระยะสั้นตามราคาน้ำมันจากข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการหยุดผลิตน้ำมัน ไม่ได้เกิดจากซัพพลายขาดแคลน เนื่องจากราคาบางส่วนยังอิงกับราคาน้ำมัน และเชื่อว่าจะกลับสู่ภาวะปกติในไม่ช้า
นอกจากนี้ GULF แทบไม่ได้นำเข้าจากตะวันออกกลาง จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ในปีที่ผ่านมา GULF นำเข้า LNG ประมาณ 50 กว่าลำ และปีนี้นำเข้าเพิ่มเป็นประมาณ 70 กว่าลำ คิดเป็นปริมาณราว 3 ล้านตัน โดยกระจายการซื้อจากหลายแหล่ง เช่น อเมริกา แอฟริกา จีน เอเชีย และยุโรป
ถามว่า..โครงการคลังเก็บและแปรสภาพก๊าซ LNG ที่ร่วมมือกับ ปตท. มีแนวคิดพัฒนาเป็นฮับของอาเซียนหรือไม่?
"สารัชถ์" ยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่มีการเจรจาส่งออก แต่สิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) ของ ปตท. และ GULF มีศักยภาพที่จะเป็นฮับในอนาคตเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้
การพัฒนาคลัง LNG ให้เป็นฮับขนาดใหญ่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ประเทศไทย เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์มีคลังน้ำมันขนาดใหญ่
เจ้าพ่อ Data Center
GULF ลงทุนในธุรกิจ Data Center โดยคัดเลือกโครงการอย่างรอบคอบ และทั้งหมดตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ไม่มีโครงการในกรุงเทพฯ การต่อยอดธุรกิจ Data Center คือการศึกษาการทำสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) เชื่อมระหว่างเวียดนาม-ไทย-สิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น
สายเคเบิลใต้น้ำมีความสำคัญต่อความเร็ว (Speed) และค่าความหน่วง (Latency) ของข้อมูล ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการประมวลผล AI Computing การที่ประเทศไทยมีสายเชื่อมโยงระหว่างประเทศที่รวดเร็ว จะช่วยลดต้นทุนการทำ AI และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดย GULF ร่วมทุนกับ Singtel ศึกษาการทำสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมระหว่าง เวียดนาม - ไทย - สิงคโปร์ ด้วยมูลค่าลงทุนหลัก 10,000 ล้านบาท แม้สเกลจะเล็กกว่าโรงไฟฟ้าแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่ปัญหาสำคัญของการทำสายเคเบิลใต้น้ำทั่วโลกคือ "การขาดแคลนเรือวางสายเคเบิล"
แต่ด้วยพันธมิตรอย่าง Singtel มีบริษัทเรือวางสายเคเบิลจึงดำเนินโครงการได้ เมื่อดูแผนที่สายเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคจะพบว่าสิงคโปร์มีสายเคเบิลหนาแน่น ขณะที่ไทยยังมีน้อยมาก
สายเคเบิลใต้น้ำข้ามประเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อ Digital Economy โครงข่ายนี้เปิดให้บริการแก่บุคคลที่สาม (Third Party) และเชื่อมต่อไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงภูมิภาคตะวันออกกลางได้เนื่องจากระบบเชื่อมต่อกันทั้งหมด
ค่าไฟ 6 บาทกระทบแค่ไหน?
หากรัฐบาลกำหนดค่าไฟ Data Center ที่ระดับ 6 บาทต่อหน่วย จะส่งผลอย่างไรนั้น "สารัชถ์" ตอบปัดว่าตัวเลข 6 บาทยังไม่ได้ข้อสรุป
การกำหนดราคาต้องเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หากแพงเกินไปจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนการประมวลผล AI (AI Computing) สูงขึ้น และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรวมถึงผู้บริโภคในท้ายที่สุด
ส่วนการจัดระเบียบ Data Center ของภาครัฐนั้น "สารัชถ์" ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากในอดีตประเทศไทยไม่มีการกำหนดนิยามคำว่า Data Center ทำให้เกิดความสับสน นำตึก คอนโด หรือโกดังมาใช้งาน การจัดทำนิยาม การจัดโซนนิ่ง และการกำหนดบทบาทจึงช่วยให้การดำเนินงานเข้าที่เข้าทาง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเองต้องมีสามัญสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมในการเลือกพื้นที่สร้าง ไม่ควรมอบพลังงานให้แก่ Data Center ที่เข้ามาใช้ทรัพยากรไฟฟ้าปริมาณมาก แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อยอดให้แก่ Digital Economy ในระยะยาว หรือเข้ามาในลักษณะเสร็จแล้วทิ้งตึกร้างไว้
ส่วนการปรับสัดส่วนพลังงาน ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐว่าต้องการให้ Data Center ใช้พลังงานสีเขียวผสมมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งการใช้พลังงานสีเขียวผสมจะช่วยลดภาระระบบเพราะไม่ต้องนำเข้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ
เดินหน้า 25,000 MW
สำหรับเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าของ GULF สู่ระดับ 25,000 เมกะวัตต์ (MW) นั้น "สารัชถ์" คาดว่าน่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ แต่กรอบเวลาเดิมที่วางไว้ในปี 2576 เป็นเพียงแผนงาน เพราะความรวดเร็วขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง
โดยเฉพาะ Data Center ที่กำลังทำให้ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลต่อระยะเวลาการสั่งซื้อเครื่องจักร Gas Turbine จากต่างประเทศต้องใช้เวลานานขึ้น
สนใจ SMR หรือ Hydrogen?
เบื้องต้นยอมรับว่ามีการศึกษาเรื่องนี้ แต่ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ปรมาณูขนาดเล็ก (SMR) และ พลังงานไฮโดรเจน ยังมีราคาแพงมากและยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ (Not viable) จากการพูดคุยกับผู้ผลิตอย่าง GE ในอเมริกา มองเช่นกันว่าเทคโนโลยีนี้น่าสนใจแต่ยังมีราคาแพงมาก หากนำมาใช้จะกลายเป็นภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้บริโภค
SMR ยังต้องรอเวลาให้เทคโนโลยีพัฒนาและราคาลดลงเหมือนแผงโซลาร์ในอดีต อีกทั้งหากจะให้ SMR เกิดขึ้นในไทยได้ จะต้องไม่มีการต่อต้านอย่างไม่สมเหตุสมผล ราคาสินค้าต้องถูกลง และต้องตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชน
เมื่อถามว่า...หากไม่ทำ SMR แล้วจะลงทุนพลังงานอะไรที่คุ้มค่ามากกว่า ?
"สารัชถ์" มองว่าในช่วงนี้การทำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage) มีราคาถูกกว่าและคุ้มค่ากว่า SMR อย่างมาก ส่วนพลังงานไฮโดรเจนยังไม่สนใจเพราะราคาแพงและไม่คุ้มค่าเช่นกัน ซึ่งธุรกิจพลังงานที่ราคาแพงจะไม่ทำ เพราะท้ายที่สุดจะไปสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของผู้บริโภค
สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติขั้นต้น (Upstream Gas) บริษัทไม่สนใจเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง และเหมาะกับ "บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP" มากกว่า
ภาพธุรกิจช่วงที่เหลือของปี69
ความคืบหน้าการลงทุนโครงการในยุโรป เบื้องต้นคงอยู่ระหว่างการพิจารณาปัจจัยหลายประการอย่างรอบคอบ หากไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าปี 2569 นี้น่าจะมีความชัดเจนขึ้นบางส่วน สำหรับ Backlog กำลังการผลิตไฟฟ้าช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะเติบโตเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้โดยไม่มีเรื่องประหลาดใจ
ขณะที่ สัดส่วนรายได้ระหว่างธุรกิจพลังงาน (Power) และธุรกิจอื่น (Non-Power) มีความสมดุลกันอยู่ โดยต้องการให้ทุกธุรกิจเติบโตระยะเวลาในการรับรู้ผลตอบแทนจากการลงทุนมีความแตกต่างกันไป
ในส่วนของโครงการโซลาร์เซลล์ ใช้เวลาสร้างสั้นประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี, Data Center ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ส่วนโครงการเขื่อนหรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำใช้เวลาประมาณ 10 ปี ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาผสมผสานกันอย่างสมดุล
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ให้แก่นักลงทุนสถาบันต่างชาตินั้น "สารัชถ์" ตอบว่า เนื่องจากมีนักลงทุนสถาบันต่างชาติเข้ามาขอซื้อหุ้นล็อตใหญ่ เพราะการซื้อผ่านกระดานปกติใช้เวลานาน การขายล็อตใหญ่ช่วยเพิ่มปริมาณหุ้นหมุนเวียน (Free Float) ในตลาด และไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อบริษัท
ส่วนนโยบายการลงทุนในหุ้น KBANK ยังคงเดิม ไม่ได้มีการดำเนินการอะไรเพิ่มเติม
หวัง GDP ไทยโต 7-8%
มุมมองของ "สารัชถ์" ไม่ได้หยุดอยู่ที่ธุรกิจของ GULF แต่กลับมองไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยและเป้าหมายการเติบโตของ GDP ประเทศด้วย
"สารัชถ์" ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับค่อนข้างดี จุดแข็งสำคัญมาจาก "เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน"
ที่ผ่านมาปัญหาสำคัญของไทยคือการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยทุก 1-2 ปี แต่เมื่อรัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพก็นำมาซึ่งความเชื่อมั่น
ขณะที่ ทิศทางนโยบายพลังงานในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพลังงานแพงมาจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ การนำพลังงานหมุนเวียนเข้ามามากขึ้นจะช่วยให้อาการดีขึ้น
เมื่อถามว่า "สารัชถ์" อยากเห็น GDP ไทยเติบโตเท่าไหร่ ? คำตอบชัดเจนมากว่า...อยากเห็น GDP เติบโตได้ถึงระดับ 7-8% เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านและในระดับโลกได้
โดยทุกฝ่ายต้องช่วยกันขับเคลื่อนและมองโลกในแง่บวก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง
ท้ายที่สุด "โพสต์ทูเดย์" ปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า ภาพการเติบโตของกลุ่ม GULF จะเป็นอย่างไร ?
"สารัชถ์" สบตาผู้สื่อข่าวอย่างจริงจัง ก่อนตอบประโยคสั้นๆอย่างชัดเจนว่า "กลุ่มบริษัทมีขนาดใหญ่มาก การดำเนินงานหลังจากนี้จะเป็นไปตามกระแสของโลก (Global Trend)".
คำตอบนี้อาจไม่มีตัวเลขเป้าหมายใหม่ ไม่มีดีลใหญ่ที่ถูกเปิดเผย และไม่มีคำมั่นสัญญาว่าธุรกิจใดจะเป็นพระเอกเพียงหนึ่งเดียว แต่เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดบทสนทนา ภาพของ GULF ที่ปรากฏชัดขึ้นคือบริษัทกำลังวางตัวเองอยู่ตรงจุดตัดระหว่าง พลังงาน - ไฟฟ้า - ดิจิทัล - Data Center - Connectivity
จากเดิมที่คำว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” หมายถึงโรงไฟฟ้าและระบบพลังงาน ในโลกยุค AI คำว่า โครงสร้างพื้นฐานกำลังมีความหมายกว้างขึ้น เพราะไฟฟ้าต้องมี ข้อมูลต้องเร็ว Data Center ต้องมีพลังงาน และ AI ต้องมี Connectivity
นี่จึงอาจเป็นภาพใหญ่ของ GULF ในอีก 3 ปีข้างหน้า ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า แต่คือการขยายตัวตาม Global Trend ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่เศรษฐกิจยุค AI ต้องพึ่งพา.







