
ดร.นิเวศน์ ชู Longevity ทางรอดพ้น Middle Income Trap ประเทศไทย
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ชวนมองประเทศไทยในฐานะ “นักสู้วัยกลางคน” กำลังเผชิญภาวะหมดไฟ เศรษฐกิจโตต่ำ สังคมสูงวัย และติดกับดักรายได้ปานกลาง ชี้ทางรอดอาจไม่ใช่การพยายามแข่งขันทุกด้าน แต่ต้องเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” ค้นหาธุรกิจแชมเปียนที่ไทยมีแต้มต่อ โดยเฉพาะ Longevity พร้อมเปิดรับคนเก่งจากทั่วโลก เพื่อเติมพลังให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง
KEY
POINTS
- ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ชวนมองประเทศไทยในฐานะ “นักสู้วัยกลางคน” กำลังเผชิญภาวะหมดไฟ และติดกับดักรายได้ปานกลาง
- ชี้ทางรอดเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” ค้นหาธุรกิจแชมเปียนที่ไทยมีแต้มต่อ โดยเฉพาะ Longevity
- พร้อมเปิดรับคนเก่งจากทั่วโลก เพื่อเติมพลังให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า(VI) เขียนบทความในหัวข้อ "อนาคตของนักสู้แก่ๆ (ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง)" ระบุว่าประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มพูดกันมากขึ้นในประเทศไทยก็คือ การที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มเติบโตต่ำเรื้อรัง
ในขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินเป็นเวลานาน เกิดภาวะเงินฝืดคนไม่จับจ่ายใช้สอย เหตุเกิดจากปัญหาโครงสร้างประชากรแก่ตัวลงเป็นสังคมสูงวัยและมีหนี้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นยาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว และนักวิชาการเรียกอาการของเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “Japanification”
ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรหรือก็ทำเหมือนเดิมอย่างที่ทำมาหลายสิบปี เราก็คงติดอยู่กับ “Middle Income Trap” หรือติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศชนชั้นกลาง ไปอีกหลายทศวรรษอย่างที่เราเป็นมาแล้วหลายทศวรรษ
เราคงไม่มีโอกาสที่จะเป็นประเทศ “รายได้สูง” ตลอดกาล เพราะเศรษฐกิจของเราคงจะโตต่ำมากต่อไป หรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำเมื่อเราแก่ตัวลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าเราเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เป็นการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สามารถแข่งขันได้กับคนอื่นทั่วโลก ภายในเวลา 10-20 ปี เราอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง”
เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะสามารถปรับตัวขึ้นจากประมาณไม่เกิน 2% ต่อปี เป็น 4-5% ต่อปี คล้ายๆประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับนี้
วิธีการที่ “นักคิด” ทั้งหลายเสนอ หลักๆก็คือ
- พัฒนาหรือปรับปรุงเรื่องการศึกษาและทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้นโดยเฉพาะให้เรียนวิชาด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น
- เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจโดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า ระบบข้อมูลข่าวสาร AI และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการปรับปรุงระบบการทำงานของราชการ รวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคธุรกิจ
- ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งหลายรวมถึงศูนย์ข้อมูลทางธุรกิจที่จะมารองรับการทำงานของธุรกิจสมัยใหม่
- ต้องปฏิรูประบบภาษีและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อเตรียมการสำรับอนาคตที่ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการประชาชนจะมากขึ้นเรื่อยๆเพราะคนแก่ตัวลงและเลิกทำงานมากขึ้น ขณะที่คนเกิดใหม่ที่จะทำงานและจ่ายภาษีน้อยลง
- ต้องเพิ่มจำนวนคนโดยการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น
ทั้งหมดนั้น ผมพิจารณาดูแล้วก็รู้สึกว่า “ไม่มีอะไรใหม่” ว่าที่จริงถ้าไปถามคนที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะข้าราชการและนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่ง พวกเขาจะบอกว่า ทำอยู่แล้ว ทำมานานแล้ว และจะทำต่อไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สิ่งที่ทำนั้นอาจจะน้อยจนมองแทบไม่เห็นหรือถึงจะมากก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่ต้องการหรือเพียงพอ เอาง่ายๆอย่างเรื่องของการศึกษานั้นนักเรียนระดับประถมศึกษาและส่วนใหญ่ของมัธยมศึกษาของรัฐ
ผมเชื่อว่ายังไปโรงเรียนและได้รับการศึกษาหรือการสอนในหลักสูตรแบบเดิม วิธีการแบบเดิม มีความคิดแบบเดิม เช่น ความคิดที่ว่า “ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ” นักเรียนไม่ต้องถามหรือคิดเอง เป็นต้น หรือภาษาอังกฤษที่สำคัญมากในยุคสมัยนี้เรายังสอนแบบเดิมและโดยครูคนเดิมที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยอ่อนมากเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ
สิ่งที่ต้องทำอีก 4 ข้อนั้น ผมดูแล้วก็คล้ายๆกันนั่นก็คือ เราก็จะบอกว่าทำแล้ว เช่น ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ แต่ผลล่ะ ลดไปกี่ฉบับแล้ว?
ประเด็นก็คือเรามีแต่หลักการกว้างๆแต่ไม่มีเป้าหมายที่วัดได้ เช่น เราจะลดจำนวนโรงเรียนของรัฐลงแต่ไม่บอกว่าจะลดกี่โรงในเวลากี่ปีและจะแก้ปัญหาให้นักเรียนของโรงเรียนที่จะต้องถูกปิดอย่างไร เป็นต้น
โครงสร้างการปกครองบางอย่างที่เป็นอุปสรรคแต่อาจจะแก้ไม่ได้หรือแก้แล้วก็กระทบกับคนโดยเฉพาะที่มีอำนาจหรือมีปากเสียงดังก็จะถูกละเลย ตัวอย่างเช่น การลดคนในระบบราชการลงหรือลดจำนวนจังหวัด กระทรวงทบวงกรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ผมยังไม่เห็นว่าจะทำได้เลย
จริงๆแล้วเรายังเพิ่มหน่วยงานเหล่านั้นด้วยซ้ำพร้อมๆกับกำลังคนที่ต้องเพิ่มตาม ทั้งๆที่มีการศึกษาว่าข้าราชการและพนักงานที่จ้างโดยรัฐนั้นมีมากเกินไป
เรื่องของการใช้จ่ายเงินและการเก็บภาษีของรัฐบาลก็เช่นกัน เรามักจะมองว่าจะหาเงินเพิ่มจากภาษีได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน แต่เราแทบไม่สนใจว่าจะลดรายจ่ายได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ทำแล้วลดได้มากมาย เช่น ลดคนงานของรัฐโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น
ดังนั้น สำหรับผมแล้วการที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้ไทยก้าวหน้าต่อไปจนเป็นประเทศพัฒนาแล้วคิดจากรายได้ต่อหัว เราต้องคิดใหม่ และคิดอย่างมีเป้าหมายที่วัดได้ชัดเจนและต้องมี “คนทำ” ที่รับผิดชอบทำให้ได้ ตาม “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้กับสาธารณะชน
มิฉะนั้นเราก็จะมีแต่ “แผน” ที่อยู่ในกระดาษเอาไว้ประชาสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ และไทยจะไม่สามารถออกจากหล่มทางเศรษฐกิจที่กำลังติดอยู่มานานแล้ว
พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองก็กลับมาย้อนดูตัวเองในฐานะที่เชื่อในความคิดที่ว่า “ประเทศก็เหมือนคน” เพียงแต่เป็นคนจำนวนมากมารวมกัน ความสามารถ นิสัย ความมั่งคั่ง ความสำเร็จของประเทศ ก็คือ “ค่าเฉลี่ย” ของคนทั้งประเทศที่เราจะนำมาใช้เปรียบเทียบได้กับคนอื่นและประเทศอื่นได้
ตัวอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาที่เน้นว่าเราต้องปรับปรุงให้นักเรียนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีและการคิดสร้างสรรค์กับประเทศอื่น ผมเองสงสัยเหมือนกันว่าคนไทย หรือ เด็กไทยสามารถถูกสอนให้ทำเรื่องเหล่านี้ได้เท่ากับจีนหรือเวียดนามเหรอ?
ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้น ผมเคยเป็นเหมือนประเทศไทยในวันนี้ พูดสั้นๆตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำงานอายุ 22 ปี เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องมาจนถึงปี 2536-2537 และช่วงเวลาเดียวกันนั้นผมก็เติบโตขึ้นเรื่อยในแง่เม็ดเงินเก็บและรายได้รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน
ผมใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทำมาหากินและก็พยายามพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรือใหญ่โต ทุกอย่าง OK และผมมีความสุขตามอัตภาพคือคนชั้น “กลางๆ ค่อนข้างดี” เทียบกับคนอื่น ซึ่งนี่ก็คือประเทศไทยเทียบกับโลก เรากลายเป็นประเทศรายได้ “ชั้นกลางค่อนไปทางสูง”
จากปี 2537 ไปถึง 2540 ทุกอย่างก็แย่ลง ธุรกิจของบริษัทแย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย รายได้และงานของผมเริ่มตกต่ำลงและหนักที่สุดตอนปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติประเทศไทย ผมเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ “วิกฤติวัยกลางคน” หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า ความรู้ไม่ทันคนรุ่นใหม่ รายได้ค่อนข้างแน่นิ่งจะศึกษาและปรับตัวเองอย่างไรก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ
อานิสงค์ส่วนหนึ่งจากอายุที่ขึ้นมาถึง 44 ปีแล้วและด้วยศักยภาพบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เช่น ภาษาอังกฤษที่แย่มาก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะออกจากหล่มนี้
เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 10 ปีมาแล้วที่เริ่มเข้าสู่ “Middle Income Trap” การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าของประเทศหยุดนิ่ง ตามไม่ทันกับคู่แข่งรุ่นใหม่อย่างเวียดนาม
และอีกหลายประเทศที่เริ่มเข้ามาแข่งขัน ในยามนั้นจะปรับตัวอย่างไรก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำอานิสงค์จากระบบการเมืองที่ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มาก และส่วนหนึ่งจากโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นับถึงวันนี้ที่อายุเฉลี่ยของคนไทยก็ 42 ปีเข้าไปแล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะหลุดจากหล่มนี้?
ในส่วนตัวผมเองนั้น ในวันที่อายุ 44 ปีและกำลังเผชิญกับอาการ “หมดไฟและหมดแรง”เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และมีรายได้และความมั่งคั่งระดับ “ชนชั้นกลางระดับสูง” ที่กำลัง“ติดหล่ม”ผมก็เริ่ม“หาทางออก”แต่ผมเองแทบจะไม่ได้คิดถึง การศึกษาหรือ“โครงสร้างพื้นฐาน”ของตัวเองที่จะต้องแก้ไขแบบปฏิรูป
ผมรู้ว่าด้วยอายุ 44 ปี และจิตวิทยาที่ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ผมคงเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก”เลิกทำแบบเดิมที่เป็นลูกจ้าง มาเป็น “นักลงทุนเต็มตัว” จนถึงวันนี้ผมกลายเป็นคน “รายได้สูง” ไปแล้ว เพราะผมเลือกถูก การลงทุนเป็นสิ่งที่ผมได้เปรียบโดยเฉพาะในช่วงนั้น
Longevity แก้ติดหล่ม
สำหรับประเทศไทย ความคิดก็คือ การจะออกจากหล่มที่ติดอยู่นั้น ถ้าจะเน้นทำแต่ 5 ข้อที่กล่าวถึงนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย อานิสงค์ส่วนหนึ่งก็คือ คนไทยแก่ตัวลงมาก การปรับตัวระดับปฏิรูปที่พูดถึงนั้นคงทำยากมากและผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เพียงพอ
ข้อเสนอของผมก็คือ ประเทศไทยคงต้องหาธุรกิจ “แชมเปียน” ใหม่ ที่มีขนาดใหญ่พอและคนไทยมีความสามารถและความได้เปรียบที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ แล้วทำมันอย่างทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนอย่างที่ผมเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็น VI เต็มตัวในปี 2540
และหนึ่งในนั้นก็คือ การเป็นศูนย์กลางซึ่งรวมถึงเป็นที่อยู่ของการที่จะให้บริการทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Longevity” หรือการมีและใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขของคนทั้งโลก
แน่นอนว่าสิ่งอื่นๆ ที่กล่าวถึงใน 5 ข้อนั้นก็อาจะต้องเปลี่ยนไปบ้างเช่นเรื่องของกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่จะต้อนรับคนที่จะเข้ามาอยู่ยาวหรือเกษียณ เป็นต้น
เราอาจจะยังมีผลิตภัณฑ์หรือบริการแชมเปียนอื่นๆ ไทยจะเข้าไปทำขายแข่งกับคนอื่นทั่วโลกด้วย แต่นั่นอาจจะไม่รวมถึงการทำธุรกิจไฮเท็คที่เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้แม้เราจะพยายามเต็มที่ และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องเลือก อย่าสู้ไปทุกอย่าง เราจะไม่ชนะซักอย่างเลย
อีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะพอทำได้ก็คือ การเพิ่มคนและอาจจะช่วยลดอายุคนโดยการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติดีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบถาวร เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ “น่าอยู่” เทียบกับคู่แข่ง
ว่าที่จริงช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเติบโตเร็วมากก็คือช่วงที่คนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และนี่ก็คือกลยุทธที่อเมริกาใช้มานานและสิงคโปร์เริ่มใช้ที่ไทยเราก็น่าจะทำได้.
ที่มา : บทความจากเว็บไซต์ ThaiVI







