posttoday
Q-CON เดิมพันครั้งใหม่ เปลี่ยน “อิฐมวลเบา” สู่เกมเทคโนโลยี สู้ทุนจีน

Q-CON เดิมพันครั้งใหม่ เปลี่ยน “อิฐมวลเบา” สู่เกมเทคโนโลยี สู้ทุนจีน

10 สิงหาคม 2569

จากวันที่อิฐมวลเบาถูกมองว่า เบาเกินไป-แพงเกินไป-ก่อแล้วร้าว Q-CON ใช้เวลากว่า 30 ปีเปลี่ยน Mindset ตลาด วันนี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ขายอิฐ แต่คือการยกระดับโรงงาน สร้างตลาดใหม่ บุกภาคใต้ และรับมือทุนจีนด้วย Smart Manufacturing, Automation และ ESG Integration เดิมพันครั้งใหม่ธุรกิจไทยจะสู้ด้วยราคาหรือชนะด้วยมาตรฐาน

KEY

POINTS

  • จากวันที่อิฐมวลเบาถูกมองว่า เบาเกินไป-แพงเกินไป-ก่อแล้วร้าว Q-CON ใช้เวลากว่า 30 ปีเปลี่ยน Mindset ตลาด
  • วันนี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ขายอิฐ แต่คือการยกระดับโรงงาน สร้างตลาดใหม่ บุกภาคใต้
  • รับมือทุนจีนด้วย Smart Manufacturing, Automation, ESG Integration เดิมพันธุรกิจไทยจะสู้ด้วยราคาหรือชนะด้วยมาตรฐาน

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน “อิฐมวลเบา” แทบไม่ใช่วัสดุที่คนไทยคุ้นเคย เวลาจะสร้างบ้าน สิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้จักคือ “อิฐแดง” หรือ “อิฐมอญ” วัสดุที่อยู่คู่กับวงการก่อสร้างไทยมานานจนแทบกลายเป็นความเคยชิน

 

ขณะที่ “อิฐมวลเบา” ถูกมองว่าเป็นของใหม่ เบาเกินไปหรือไม่? แข็งแรงจริงหรือ? ใช้แล้วผนังจะแตกร้าวหรือเปล่า? และที่สำคัญ ถ้าราคาแพงกว่า แล้วจะใช้ทำไม?

 

นี่คือ “กำแพง” ที่ “บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON” ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการทลาย เพราะในธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สิ่งที่ยากกว่าการสร้างโรงงาน คือการสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นกับตลาด

 

จุดเริ่มต้นไม่ได้อยากขายอิฐ

 

เรื่องราวของ Q-CON เริ่มต้นขึ้นในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ช่วงเวลาที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเติบโต แต่การก่อสร้างไทยยังพึ่งพาอิฐแดงอย่างมาก
ปัญหาคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โรงงานอิฐในพื้นที่สำคัญอย่างอยุธยา อ่างทอง และปทุมธานีได้รับผลกระทบจากน้ำ ทำให้การผลิตหยุดชะงัก และวัสดุก่อสร้างเกิดภาวะขาดแคลน

 

โจทย์ในวันนั้นจึงไม่ใช่ว่าจะขายอิฐอะไรให้ตลาด แต่คือ จะสร้างบ้านอย่างไร โดยไม่ต้องพึ่งพาอิฐแดงเพียงอย่างเดียว?

 

เทคโนโลยีอิฐมวลเบาจากยุโรปจึงเข้ามาเป็นคำตอบ ด้วยความที่มีก้อนใหญ่กว่า, ได้มาตรฐานกว่า, ทำงานง่ายกว่า และที่สำคัญ กระบวนการผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแบบเดียวกับอิฐแดง


จากวันนั้น Q-CON จึงค่อยๆเติบโตขึ้นจนปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 24 ล้านตารางเมตร และมีโรงงานล่าสุดอยู่ที่จังหวัดสงขลา 


แต่การเดินทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดกลับไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “ความไม่รู้ของตลาด”
 

Q-CON เดิมพันครั้งใหม่ เปลี่ยน “อิฐมวลเบา” สู่เกมเทคโนโลยี สู้ทุนจีน

 

จาก “ก่อเช้าร้าวบ่าย” สู่ Mindset ใหม่

 

ในช่วงแรก ช่างจำนวนมากยังคุ้นเคยกับวิธีใช้อิฐแดง “อิฐแดงก่อหนา ปูนก่อหนา ปูนฉาบหนา” แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นอิฐมวลเบา วิธีการก่อสร้างต้องเปลี่ยน เมื่อใช้ผิดวิธี เกิดผนังแตกร้าว และคำพูดที่ติดตลาดในเวลานั้นก็คือ “มวลเบา ก่อเช้าร้าวบ่าย” กลายเป็นบาดแผลของอุตสาหกรรมที่ใช้เวลาหลายปีในการแก้ความเข้าใจผิดนั้น


Q-CON จึงไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่พัฒนาปูนก่อและปูนฉาบที่เหมาะกับอิฐมวลเบา พร้อมกับสร้างทีมเทคนิคลงไปให้ความรู้กับช่างโดยตรง นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ Q-CON เริ่มเข้าใจว่า การขายวัสดุก่อสร้าง ไม่ได้จบที่การขายสินค้า แต่ต้องขาย ความรู้ในการใช้สินค้าไปพร้อมกัน


เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจจากเรื่องเล่าของ “คุณเวทย์” ณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ Q-CON คือแม้กระทั่งคนที่อยู่ในวงการวัสดุก่อสร้างเองยังเคยมีความเชื่อแบบเดียวกับผู้บริโภคทั่วไป เรื่องเกิดขึ้นในช่วงแรกของการสร้างบ้านของตนเองเมื่อกว่า 10 ปีก่อนแล้วบริษัทรับสร้างบ้านเสนอใช้อิฐมวลเบา แต่เขากลับถามว่า เปลี่ยนเป็นอิฐแดงได้ไหม? 


เหตุผลไม่ได้ซับซ้อน เพราะอิฐแดงอยู่มานานกว่า 100 ปี ส่วนอิฐมวลเบาเพิ่งเข้ามาในประเทศไทย จึงเกิดคำถามว่า..ของใหม่จะดีกว่าของที่ใช้กันมานานได้อย่างไร?


แต่เมื่อคุณเวทย์เข้ามาทำงานกับ Q-CON และได้เห็นข้อมูลการวิจัยจึงพบว่าอิฐมวลเบามีคุณสมบัติด้านการกันความร้อน และข้อมูลที่อ้างอิงถึงระบุว่าสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 20-30%


บทเรียนครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิด เพราะถ้าคนในวงการยังไม่รู้ แล้วคนทั่วไปจะรู้ได้อย่างไร? จากนั้นคำว่า Education Marketing จึงกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ Q-CON
 

Q-CON เดิมพันครั้งใหม่ เปลี่ยน “อิฐมวลเบา” สู่เกมเทคโนโลยี สู้ทุนจีน

 

เกมใหม่ไม่ขายแค่อิฐ

 

นี่คือจุดที่เรื่องของ Q-CON เริ่มเปลี่ยนจากเรื่องวัสดุก่อสร้าง ไปสู่เรื่อง “Consumer Insight” ผู้บริโภคไม่ได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วคิดว่า...วันนี้ฉันอยากซื้ออิฐมวลเบา

 

สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือ บ้านที่อยู่แล้วเย็น, บ้านที่แข็งแรง, ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ, ต้นทุนก่อสร้างเหมาะสม และบ้านที่ไม่ต้องกลับมาแก้ปัญหาภายหลัง

 

ดังนั้น Q-CON จึงพยายามเปลี่ยนคำถามจาก อิฐก้อนนี้ราคาเท่าไหร่? เป็น ต้นทุนของผนังทั้งระบบเท่าไหร่? เมื่อคำนวณต้นทุนรวมของผนัง ทั้งอิฐ ปูนก่อ และปูนฉาบ “อิฐมวลเบา” สามารถมีต้นทุนรวมต่ำกว่า “อิฐแดง” โดยเฉลี่ยประมาณ 20% 

 

นั่นหมายความว่า ของที่ดูเหมือนแพงกว่าเมื่อซื้อเป็นก้อน อาจถูกกว่าเมื่อมองทั้งระบบ นี่คือ Value Engineering ที่ Q-CON ต้องการให้ตลาดเข้าใจ

 

จากอิฐมวลเบา สู่ Smart & Green Factory

 

จากวันแรกธุรกิจเดินมาถึงวันนี้ เกมการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องมีทั้งเรื่องต้นทุนพลังงาน, ต้นทุนแรงงาน, ประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ

 

ทั้งหมดกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ Q-CON จึงวางยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ทำให้บริษัทโตแต่ต้องทำให้บริษัท โตอย่างยั่งยืน

 

“โรงงานสงขลา” ถูกวางภาพให้เป็น Smart and Green Factory โดยเน้นการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนี่ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว เพราะในโลกที่การแข่งขันด้านต้นทุนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โรงงานที่ผลิตได้ดี แต่ต้นทุนสูง อาจแพ้ 

 

ขณะเดียวกัน โรงงานที่ต้นทุนต่ำ แต่ไม่ได้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ก็อาจสร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว นี่จึงนำไปสู่คำถามใหญ่ที่สุดของ Q-CON

 

Q-CON เดิมพันครั้งใหม่ เปลี่ยน “อิฐมวลเบา” สู่เกมเทคโนโลยี สู้ทุนจีน

 

สู้คู่แข่งจากจีนอย่างไร ?

 

นี่คือฉากที่ทำให้เรื่องของ Q-CON น่าสนใจมากขึ้น เพราะ “ณรงค์เวทย์” เล่าถึงประสบการณ์การไปดูโรงงานแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันจากจีน กลับพบว่าโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ถนนรองรับน้ำหนักรถได้จำกัด ทั้งที่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าออกโรงงาน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดของผู้บริหารไม่ได้จบลงที่ Q-CON จะสู้กับจีนอย่างไร? แต่กลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่า..ถ้าแข่งขันกันบนมาตรฐานที่ไม่เท่ากัน ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?


นี่คือหัวใจของเกมใหม่ เพราะ Q-CON ไม่ได้บอกว่า “ไม่เอาจีน” แต่บอกว่า “Welcome แต่ต้องแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน”

 

เพราะต้นทุนที่มองไม่เห็น อาจกลายเป็นต้นทุนของประเทศ นี่คือประเด็นที่อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างต้องเริ่มคิด โรงงานหนึ่งอาจมีต้นทุนต่ำกว่า เพราะไม่ลงทุนในระบบสิ่งแวดล้อม ไม่ลงทุนด้านความปลอดภัย ไม่ลงทุนในระบบจัดการของเสีย ไม่ลงทุนในมาตรฐานการผลิต หรือไม่ต้องรับภาระต้นทุนบางอย่างที่ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับ

 

ในระยะสั้น สินค้านั้นอาจดู “ถูกกว่า” แต่ในระยะยาว ใครเป็นคนจ่าย? โรงงาน? บริษัท? หรือสังคม? คำถามนี้ทำให้ Q-CON พยายามผลักดัน ESG จากเรื่องของ “รางวัล” ไปสู่เรื่องของ “ระบบธุรกิจ”

 

“ณรงค์เวทย์” ยอมรับว่าในอดีต ESG เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ทำเพราะถูกกำหนดให้ทำ แต่วันนี้บริษัทต้องการเปลี่ยนเป็น ESG Integration คือ ESG ต้องฝังอยู่ในกระบวนการทำธุรกิจ ไม่ใช่ทำเพื่อเอารางวัลมาตั้งโชว์

 

ต้นทุนความดีจะชนะความถูกได้หรือไม่? 

 

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของ Q-CON ในยุคต่อไป เพราะการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบมีต้นทุน การคัดคุณภาพ การทิ้งสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน การลงทุนใน Automation การดูแลความปลอดภัยของพนักงาน การบริหารของเสีย การลด Carbon Footprint ทั้งหมดต้องใช้เงิน Q-CON เรียกมันว่า “ต้นทุนแห่งความดี” 

 

แต่ปัญหาคือ ถ้าคนที่ยอมจ่ายต้นทุนเหล่านี้กลับแข่งขันไม่ได้ แล้วใครจะอยากทำ? นี่คือเหตุผลที่บริษัทไม่ได้ต้องการเพียงสร้างมาตรฐานให้ตัวเอง แต่ต้องการสร้าง Ecosystem ตั้งแต่เจ้าของบ้าน, Developer, ผู้รับเหมา, ช่าง, Supplier ไปจนถึงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายอื่น


นี่คือจุดที่ Q-CON เปลี่ยนจาก “ผู้ผลิต” เป็น “ผู้สร้างตลาด” หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่บริษัทกำลังผลักดันคือ Education Marketing


ทีม Technical ไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะเข้าไปแก้ปัญหาให้ลูกค้าที่ใช้ Q-CON แต่ทีมเทคนิคถูกส่งเข้าไปให้ความรู้กับไซต์ก่อสร้าง เพื่อให้การใช้วัสดุมีประสิทธิภาพ แม้ไซต์นั้นจะใช้วัสดุยี่ห้ออื่นก็ตาม

 

นี่เป็นวิธีคิดที่น่าสนใจ เพราะถ้าตลาดอิฐมวลเบาเติบโต Q-CON มีโอกาสเติบโตไปพร้อมตลาด ดังนั้นสิ่งที่บริษัทกำลังทำจึงไม่ใช่แค่ “แย่ง Market Share” แต่คือ “ขยาย Market Size”

 

 

สมรภูมิใหม่อยู่ที่ภาคใต้

 

และนี่คือเหตุผลที่โรงงานสงขลามีความหมายมากกว่าการเพิ่มกำลังการผลิต เพราะภาคใต้ยังมีการใช้อิฐแดงในสัดส่วนสูง ขณะที่โรงงานอิฐมวลเบาส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคกลาง

 

เมื่อขนส่งลงใต้ ต้นทุน Logistics เพิ่มขึ้น สุดท้ายอิฐมวลเบาจึงดูเหมือน “แพง” Q-CON จึงมองเห็นช่องว่าง ถ้าคนใต้ยังไม่ได้ใช้วัสดุที่บริษัทเชื่อว่ามีประสิทธิภาพ เพียงเพราะต้นทุนขนส่งสูง แล้วทำไมไม่สร้างโรงงานใกล้ตลาด?

 

นี่คือเหตุผลเชิงธุรกิจของการเข้ามาตั้งโรงงานที่สงขลา และเปิดประตูไปสู่โอกาสของตลาดภาคใต้ จากนั้นคำถามจึงไม่ใช่แค่..จะขายเพิ่มได้เท่าไร? แต่คือ..จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้วัสดุก่อสร้างของภาคใต้ได้แค่ไหน?

 

30 ปีแรกคือการพิสูจน์สินค้า แต่ 30 ปีต่อจากนี้ อาจพิสูจน์ “โมเดลธุรกิจ” Q-CON เดินทางมาถึงจุดที่อิฐมวลเบาไม่ใช่ของใหม่อีกต่อไป ทั้งนี้ตลาดในไทยมีการใช้อิฐมวลเบาเพิ่มขึ้นจนสัดส่วนใกล้เคียงกับอิฐแดง ขณะที่บริษัทมองว่ายังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะตลาดภาคใต้

 

โจทย์ต่อไปจึงมี 3 เรื่อง

  • เรื่องแรก ทำให้คนรู้ Education Marketing
  • เรื่องที่สอง ทำให้โรงงานแข่งขันได้ Smart Manufacturing + Automation + Effective Organization
  • เรื่องที่สาม ทำให้ทั้ง Ecosystem ยกระดับ ESG Integration + มาตรฐาน + ความรับผิดชอบร่วมกัน

 

Q-CON เดิมพันครั้งใหม่ เปลี่ยน “อิฐมวลเบา” สู่เกมเทคโนโลยี สู้ทุนจีน

 

นี่คือภาพของ Q-CON ที่กำลังเปลี่ยนจากบริษัทผลิตอิฐ ไปสู่บริษัทที่ต้องการกำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม และสุดท้ายเกมของ Q-CON อาจไม่ได้อยู่ที่ “อิฐ” แต่อยู่ที่คำถามว่า ในวันที่ทุนจีนเข้ามาแข่งขันกับธุรกิจไทย เราจะเลือกสู้ด้วยราคา หรือสู้ด้วยมาตรฐาน?

 

ถ้าสู้ด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ธุรกิจไทยอาจไม่มีวันชนะสงครามต้นทุน แต่ถ้าสร้างความแตกต่างด้วยเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ คุณภาพ มาตรฐาน ESG ความรู้ และความเข้าใจผู้บริโภค

 

เกมการแข่งขันก็อาจเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า “ใครขายอิฐถูกกว่า?” เป็น “ใครสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้มากกว่าในต้นทุนที่เหมาะสม?” นี่อาจเป็นการเดิมพันครั้งใหม่ของ Q-CON หลังจาก 30 ปีแรกพิสูจน์แล้วว่า อิฐมวลเบาสามารถเปลี่ยนความเชื่อของตลาดได้

 

คำถามของ 30 ปีต่อไปคือ Q-CON จะเปลี่ยนเกมการแข่งขันของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทยได้หรือไม่? และในสงครามครั้งนี้ คู่แข่งไม่ได้มีแค่ “อิฐแดง” แต่คือ ต้นทุน เทคโนโลยี ทุนจีน และมาตรฐานของโลกใหม่.
 

Q-CON เดิมพันครั้งใหม่ เปลี่ยน “อิฐมวลเบา” สู่เกมเทคโนโลยี สู้ทุนจีน

ข่าวล่าสุด

รับมือ-เท่าทันอย่างไร? เมื่อคนไข้ถาม AI ก่อนถามหมอ!

รับมือ-เท่าทันอย่างไร? เมื่อคนไข้ถาม AI ก่อนถามหมอ!