posttoday
SCG CBM เปลี่ยนเกมสู้จีน จากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่เบอร์ 1 อาเซียน

SCG CBM เปลี่ยนเกมสู้จีน จากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่เบอร์ 1 อาเซียน

10 สิงหาคม 2569

เมื่อสินค้าจีนบุกหนัก การแข่งด้วยราคาอาจไม่พอ SCG CBM เร่งทรานส์ฟอร์มรกิจ ปั้น Q-CON สงขลา ต้นแบบโรงงาน Smart Manufacturing ใช้ AI–Automation–Data ยกระดับจากขายสินค้า สู่ System Solution พร้อม Double Down เวียดนาม–อินโดนีเซีย ปูทางสู่เป้าหมายเบอร์ 1 ในอาเซียน

KEY

POINTS

  • เมื่อสินค้าจีนบุกหนัก การแข่งด้วยราคาอาจไม่พอ SCG CBM เร่งทรานส์ฟอร์มรกิจ
  • ปั้น Q-CON สงขลา ต้นแบบโรงงาน Smart Manufacturing ใช้ AI–Automation–Data ยกระดับจากขายสินค้า สู่ System Solution
  • พร้อม Double Down เวียดนาม–อินโดนีเซีย ปูทางสู่เป้าหมายเบอร์ 1 ในอาเซียน

ถ้าวันนี้การแข่งขันของธุรกิจวัสดุก่อสร้างยังวัดกันแค่ว่า “ใครผลิตได้ถูกกว่า” เกมนี้อาจกลายเป็นเกมที่ผู้เล่นไทยเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะคู่แข่งไม่ได้อยู่แค่โรงงานข้างๆอีกต่อไป

 

สินค้าจากจีนกำลังเข้ามาเรื่อยๆ และโจทย์ที่น่ากังวลกว่านั้นไม่ใช่แค่ “สินค้าจีน” แต่คือวันที่ทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย แล้วใช้เทคโนโลยี ต้นทุน และ Economy of Scale เข้ามาแข่งขันโดยตรง

 

นี่คือภาพใหญ่ที่ทำให้ “เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG CBM)” ต้องคิดใหม่ว่า หลังจากนี้จะเติบโตอย่างไร เพราะเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นผู้นำตลาดไทยอีกแล้ว แต่คือการก้าวขึ้นเป็น ผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดวัสดุก่อสร้างในอาเซียน

 

และถ้ามองไปข้างหน้า 10 ปี เป้าหมายที่ถูกวางไว้ชัดเจนคือการเป็น Number One ในอาเซียน ในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจวัสดุก่อสร้าง แต่เส้นทางไปถึงตรงนั้นไม่ได้ง่าย และคำตอบไม่ได้มีเพียงการสร้างโรงงานเพิ่ม

 

จุดเปลี่ยนสำคัญ

 

“วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG CBM) เล่าว่าหนึ่งในสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือการปรับองค์กรให้เป็น Customer Centric เหตุผลเรียบง่ายมาก การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพอาจไม่เพียงพอ หากสินค้านั้นไม่ได้แก้ปัญหาของลูกค้า

 

SCG CBM จึงเริ่มเปลี่ยนจากคำถามว่า..เราจะผลิตอะไร? สู่คำถามว่า...ลูกค้ามีปัญหาอะไร และเราจะช่วยแก้ปัญหานั้นอย่างไร?

 

ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด คือกรณี “ปูนฉาบ” พบว่าลูกค้ากลุ่มผู้พัฒนาโครงการต้องกลับไปแก้ไขบ้านหลังการก่อสร้างเสร็จ เพราะเกิดปัญหารอยร้าว ลูกบ้านตรวจรับแล้วพบข้อบกพร่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียต้นทุนกลับไปแก้ไข 2-3 รอบ


สิ่งที่ SCG CBM เห็นจึงไม่ใช่แค่ “ปูนฉาบหนึ่งถุง” แต่คือ Pain Point ของลูกค้า และเมื่อเข้าใจปัญหา จึงเกิดการพัฒนาสินค้าที่ช่วยลดรอยร้าวและลดต้นทุนที่ลูกค้าต้องแบกรับภายหลัง

 

นี่คือความหมายของ Customer Centric ในแบบที่บริษัทต้องการเดินไป ไม่ใช่เพียงขายสินค้า แต่ต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานของลูกค้า และบางครั้งถึงขั้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน

 

ลูกค้าหลักในปัจจุบันเป็นทั้ง B2B และ B2C โดยฝั่ง B2B จะเข้าไปดูหน้างานและติดตาม Pain Point ขณะที่ B2C ต้องมองให้ลึกกว่าสินค้า เพราะเจ้าของบ้านไม่ได้เริ่มต้นความคิดด้วยคำถามว่าจะซื้อปูนยี่ห้ออะไร

 

แต่เริ่มจากคำถามว่า...อยากได้บ้านแบบไหน ? บ้านที่ไม่ร้อน บ้านที่ประหยัดพลังงาน บ้านที่ระบายอากาศดี บ้านที่มีหลังคาสวย เมื่อโจทย์เริ่มจาก “บ้าน” ไม่ใช่ “สินค้า” เกมการแข่งขันเปลี่ยนทันที

 

SCG CBM เปลี่ยนเกมสู้จีน จากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่เบอร์ 1 อาเซียน

 

จีนไม่ได้แข่งสินค้าอย่างเดียว

 

แรงกดดันอีกด้านหนึ่งคือ “สินค้าจากจีน” โจทย์ของ SCG CBM จึงไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนเพื่อสู้กับจีน เพราะในบางผลิตภัณฑ์ คู่แข่งอาจมี Economy of Scale ที่ใหญ่กว่า ดังนั้น หากเล่นเกม “สินค้าแลกสินค้า” อย่างเดียว อาจไม่ใช่เกมที่ได้เปรียบ

 

ทางออกจึงต้องเป็น System Solution พูดง่ายๆคือ จากเดิมขายสินค้า ต้องขยับไปขายโซลูชัน เพราะเมื่อบริษัทสามารถเข้าไปช่วยตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ เทคนิคการใช้งาน จนถึงการติดตั้ง มูลค่าที่ลูกค้าได้รับจะไม่ได้อยู่ที่ราคาของสินค้าชิ้นเดียวอีกต่อไป

 

นี่จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความแตกต่างจากสินค้าจีน และนั่นทำให้การแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันว่า ปูนถุงไหนถูกกว่า? แต่กลายเป็นว่า ใครช่วยให้ต้นทุนรวมของลูกค้าต่ำกว่า และทำให้การก่อสร้างง่ายกว่า?

 

อีกโจทย์ใหญ่คือ Portfolio Optimization ตลาดวันนี้ไม่ได้มีเพียงลูกค้าระดับบนที่พร้อมจ่ายเพื่อสินค้าคุณภาพสูงอีกต่อไป กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และลูกค้าต้องการสินค้าที่คุ้มค่า

 

SCG CBM จึงเดินหน้าสินค้ากลุ่ม Smart Value Product หรือ SVP แนวคิดคือทำให้ราคาสามารถแข่งขันได้ แต่คุณภาพยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

ขณะเดียวกัน บริษัทไม่สามารถทิ้งตลาด High Value Added หรือ HVA เพราะนี่คือพื้นที่ที่สามารถสร้างความแตกต่างจากสินค้าราคาถูกได้


ปัจจุบันกลุ่ม HVA ในวัสดุก่อสร้างมีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง ขณะที่สินค้า Green อยู่ประมาณ 30-40% และ SVP ประมาณ 20% โดยบางผลิตภัณฑ์สามารถอยู่ในหลายกลุ่มพร้อมกันได้


นี่จึงเป็นเกมสองด้าน โดยด้านหนึ่งต้องถูกพอที่จะขายได้ แต่อีกด้านหนึ่ง ต้องดีพอที่จะไม่ถูกแทนที่

 

 

Q-CON สงขลา โรงงานอนาคต

 

เมื่อเดินทางมาถึงภาคใต้ ภาพของการ Transform เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น โรงงาน Q-CON ที่สงขลาถูกนำเสนอในฐานะโรงงาน Greenfield ล่าสุดของ SCG ที่ลงทุนตั้งแต่การซื้อที่ดินไปจนถึงการก่อสร้างโรงงาน

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ “โรงงานใหม่” หากคือสิ่งที่อยู่ภายในโรงงาน เพราะโรงงานยุคใหม่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนทำงานหนักขึ้น แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ เทคโนโลยีเข้ามาทำงานแทนในจุดที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำ

 

ตัวอย่างที่ชัดมากคือ พนักงานบางคนเคยต้องยกกระเบื้องวันละประมาณ 6 ตัน ซ้าย-ขวา ซ้ำไปทั้งวัน เมื่อใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วย งานของคนจึงเปลี่ยนจาก “แรงงาน” ไปเป็น “การควบคุม ตรวจสอบ และบริหารกระบวนการ” นี่คือความหมายของ Operational Excellence ในโลกใหม่

 

SCG CBM เปลี่ยนเกมสู้จีน จากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่เบอร์ 1 อาเซียน

 

อีกโจทย์ที่หนีไม่พ้นคือ “พลังงาน” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซีเมนต์ที่มีต้นทุนพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญ SCG CBM จึงเดินหน้าการใช้พลังงานทางเลือก โดยในภาคใต้มีการใช้ Alternative Fuel หรือ AF ในสัดส่วนราว 50-55% และบางโรงงานมีสัดส่วนเกิน 50%

 

แต่การเปลี่ยนเชื้อเพลิงไม่ได้หมายความว่าแค่เอาเชื้อเพลิงใหม่มาใส่เตาแล้วจบ เพราะมีผลต่อคุณภาพสินค้าจึงต้องลงทุนทั้งเทคโนโลยีและกระบวนการเพื่อให้สามารถใช้พลังงานทางเลือกได้โดยไม่กระทบคุณภาพ

 

นี่คือภาพของ Sustainability ที่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเรื่อง ESG แต่เชื่อมโยงเข้ากับ ต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันโดยตรง เพราะถ้าลดต้นทุนพลังงานได้ ต้นทุนการผลิตมีโอกาสลดลง และเมื่อคู่แข่งเข้ามาแข่งด้วยราคา บริษัทมีพื้นที่ให้ต่อสู้มากขึ้น

 

เกมต่อไปไม่ได้อยู่แค่ไทย

 

ถ้าตลาดไทยโตได้จำกัด การเติบโตในอนาคตจึงต้องมองออกไปนอกประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย “เวียดนาม” ถูกมองเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการปรับระบบบริหารของประเทศกำลังทำให้ทิศทางเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น


ขณะที่ “อินโดนีเซีย” ยังมีการเติบโตของงาน Infrastructure ประมาณ 5-6% แต่ประเด็นสำคัญคือ SCG CBM ยอมรับว่า Portfolio ในสองประเทศนี้ยังมีสัดส่วนไม่มาก 


และนั่นเองคือเหตุผลที่บริษัทพูดถึงคำว่า Double Down โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งมีแผนมองหาโอกาสลงทุนเพิ่มเติม เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ส่งสินค้าไทยออกไปขาย แต่กำลังมองไปถึงการสร้างฐานธุรกิจในตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่าไทย

 

จาก “ปูนคนใต้” ถึง “ตลาดโลก”

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการทำสินค้าให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ตัวอย่างคือ “ปูนสูตรคนใต้” ฟังเผินๆอาจดูเหมือนเป็นเพียงกลยุทธ์การตลาด แต่เบื้องหลังคือการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมของพื้นที่ เพราะภาคใต้มีปัญหาความเค็ม คลอไรด์ และไอทะเล บริษัทจึงพัฒนาสูตรเฉพาะเพื่อให้เหมาะกับภาพแวดล้อมของพื้นที่

 

และแนวคิดนี้สามารถต่อยอดไปยังพื้นที่อื่นได้ หากมีปัญหาลักษณะเดียวกัน นี่จึงเป็นอีกครั้งที่คำว่า Customer Centric ไม่ได้หมายถึงแค่การรู้ว่าลูกค้าอยากซื้ออะไร แต่คือการรู้ว่า พื้นที่นี้มีปัญหาอะไร แล้วสร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น
จาก “ปูนคนใต้” จึงมีโอกาสกลายเป็นสินค้าที่เดินทางไปยังตลาดอื่นที่มีปัญหาคล้ายกัน

 

SCG CBM เปลี่ยนเกมสู้จีน จากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่เบอร์ 1 อาเซียน

 

เรื่องราวไม่ได้หยุดอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน SCG CBM กำลังทดลองเปิดตลาดที่ไกลขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “ออสเตรเลีย” ซึ่งมีการส่งวัสดุก่อสร้างจากไทยไปจำหน่าย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หลังคา ในปีที่ผ่านมาเคยส่งไปประมาณ 100 ตู้คอนเทนเนอร์ และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 200 ตู้มันอาจดูเหมือนตัวเลขเล็กเมื่อเทียบกับตลาดขนาดใหญ่

 

แต่ในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการทดลองว่า...สินค้าวัสดุก่อสร้างจากไทย สามารถเดินทางออกไปแข่งขันในตลาดที่ไกลกว่าอาเซียนได้หรือไม่? และถ้าคำตอบคือ “ได้” เกมของ SCG CBM ก็จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “โรงงานในประเทศไทย” อีกต่อไป


แต่คำถามใหญ่ที่สุดยังอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางตลาดใน “ประเทศไทย” ที่ไม่ได้ง่ายเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้ออ่อนแรง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ใหม่ไม่ได้เติบโตมาก ขณะที่ตลาดซ่อมแซมและปรับปรุงยังมีความต้องการ

 

ภาครัฐยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของงานก่อสร้าง ซึ่งการลงทุนภาครัฐยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น SCG CBM จึงไม่สามารถรอให้ตลาดกลับมาเติบโตแล้วค่อยเปลี่ยนตัวเอง เพราะการแข่งขันไม่ได้หยุดรอ

 

รู้จักตลาดก่อนผลิต

 

เมื่อเอาทุกเรื่องมาวางต่อกัน จะเห็นภาพการ Transform ของ SCG CBM ชัดขึ้น


Customer Centric รู้ว่าลูกค้ามีปัญหาอะไร
↓
Portfolio Optimization มีทั้งสินค้าที่คุ้มค่า สินค้ามูลค่าเพิ่ม และสินค้า Green
↓
Operational Excellence ใช้ Automation, Robotics, Data และ AI ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
↓
Sustainability ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เพิ่มพลังงานทางเลือก และพัฒนาสินค้า Low Carbon
↓
System Solution ไม่แข่งแค่สินค้าต่อสินค้า แต่ขายโซลูชันให้ลูกค้า
↓
ASEAN Expansion ขยายจากไทยไปเวียดนาม อินโดนีเซีย และตลาดอื่น

 

นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนโรงงานให้ทันสมัย แต่คือการเปลี่ยน Business Model จากบริษัทที่เคยคิดว่า เราผลิตอะไรได้? สู่บริษัทที่ถามว่า ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างอะไรให้ตลาดต้องการ?

 

SCG CBM เปลี่ยนเกมสู้จีน จากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่เบอร์ 1 อาเซียน

 

เดิมพันครั้งใหญ่ที่สุด

 

“วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์” ฉายภาพอนาคตในปี 10 ปีข้างหน้าให้ "โพสต์ทูเดย์" ฟังว่า ภาพของ SCG CBM ที่ถูกวางไว้ไม่ได้หยุดที่การเป็นผู้นำตลาดไทย เป้าหมายใหญ่กว่าคือการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอาเซียน และในระยะ 10 ปีต้องการเห็นภาพ Number One ในอาเซียน

 

แต่การจะไปถึงจุดนั้นจำเป็นต้องลงทุน ทั้งการลงทุนในโรงงาน, เทคโนโลยี, AI, สินค้าใหม่, พาร์ทเนอร์ และอาจรวมถึงการซื้อกิจการ (M&A) หรือ การร่วมลงทุน (JV) เพื่อเติมเต็ม Product ที่วันนี้ยังไม่มี

 

เพราะวัสดุก่อสร้างเป็นธุรกิจที่กว้างมาก และ SCG CBM ยอมรับว่าไม่ได้มีสินค้าครบทุกประเภท จึงต้องมองหา Product ที่ขาดอยู่และมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต

 

ดังนั้น เกมที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของโรงงานใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่อง AI และไม่ใช่แค่เรื่องสู้สินค้าจีน แต่คือการวางหมากใหม่ทั้งกระดาน

  • จากโรงงานไทย สู่ Smart Manufacturing
  • จากสินค้ารายชิ้น สู่ System Solution
  • จากตลาดไทย สู่ ASEAN

 

และจากการเป็น “ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง” กำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “ผู้สร้างโซลูชันสำหรับการก่อสร้าง” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า SCG CBM จะโตได้หรือไม่ แต่คือ..เมื่อการแข่งขันในอาเซียนกำลังร้อนแรงขึ้นและคู่แข่งจากจีนไม่ได้มาแค่ขายสินค้า แต่พร้อมเข้ามาตั้งโรงงานในไทย

 

SCG CBM จะเปลี่ยนความได้เปรียบจาก “แบรนด์” ให้กลายเป็น “ความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค” ได้เร็วแค่ไหน เพราะในเกมวัสดุก่อสร้างยุคใหม่

 

คนที่ผลิตถูกที่สุด อาจไม่ใช่ผู้ชนะ แต่คนที่เข้าใจลูกค้าที่สุด ผลิตได้มีประสิทธิภาพที่สุด และสร้างโซลูชันที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยากที่สุดต่างหากอาจเป็นคนที่ได้ยืนอยู่บนอันดับหนึ่งของอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้า.

 

SCG CBM เปลี่ยนเกมสู้จีน จากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง สู่เบอร์ 1 อาเซียน

ข่าวล่าสุด

กรมทางหลวงส่งรถรับ–ส่ง 6 เส้นทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้า รับมือน้ำท่วม

กรมทางหลวงส่งรถรับ–ส่ง 6 เส้นทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้า รับมือน้ำท่วม