
“ไทยคม” สู่ “กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี” มุ่งผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศ
บอร์ดไทยคม ไฟเขียว เปลี่ยนชื่อบริษัท เป็น “กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี” และชื่อย่อหุ้น จาก THCOM เป็น GST สอดรับขยายขอบเขตธุรกิจนอกเหนือธุรกิจดาวเทียม มุ่งสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศ ชงผู้ถือหุ้นอนุมัติ 15 ก.ย.69
ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ได้มีมติอนุมัติเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจาก บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัท กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ ยังมีมติอนุมัติเปลี่ยนแปลงตราประทับ และชื่อย่อหลักทรัพย์ของบริษัท จาก THCOM เป็น GST เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงชื่อของบริษัท
เปลี่ยนชื่อบริษัทสอดคล้องการขยายขอบเขตธุรกิจ
การเสนอการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจและการเติบโตขององค์กรที่ได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจดาวเทียมสื่อสาร (Satellite Communications: SATCOM) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
บริษัทยังได้ต่อยอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านดาวเทียมไปสู่ธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทได้มีการพัฒนาและต่อยอดเป็นบริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial Intelligence: GEOINT) จนเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้บริษัทมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุค New Space Economy (เศรษฐกิจอวกาศใหม่)
ดังนั้น การเสนอการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจึงเป็นการสะท้อนถึงบทบาท ภารกิจ และวิสัยทัศน์ขององค์กรในปัจจุบันและอนาคต เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศ
ยังคงใช้ชื่อดาวเทียม “ไทยคม”
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงยึดมั่นและให้ความสำคัญกับชื่อ “ไทยคม” ซึ่งเป็นชื่อของดาวเทียมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นความภาคภูมิใจขององค์กรและประเทศไทยมาโดยตลอด ดังนั้น การเสนอการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทในครั้งนี้ ไม่ส่งผลต่อชื่อดาวเทียมของบริษัทแต่อย่างใด โดยบริษัทยังคงใช้ชื่อดาวเทียมภายใต้ชื่อ “ไทยคม” เช่นเดิม
เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ 15 ก.ย.นี้
มติคณะกรรมการบริษัทดังกล่าวจะเสนอให้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 พิจารณาอนุมัติในวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 โดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2569 (Record Date) ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569
บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป
ไตรมาส 2/69 ขาดทุน 87 ล้านบาท
ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีผลขาดทุนส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ จำนวน 87 ล้านบาท เทียบกับกำไรจำนวน 588 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 (QoQ) เนื่องจากในไตรมาส 1/2569 บริษัทรับรู้รายได้อื่นจากดอกเบี้ยรับที่เกี่ยวข้องกับการคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายล่าช้า และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ได้รับคืนจากกรมสรรพากรอินเดีย ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเฉพาะในไตรมาสดังกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บริษัทมีผลขาดทุนที่ลดลงจากผลขาดทุนจำนวน 207 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2568 (YoY) โดยมีสาเหตุหลักจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิที่ลดลง เนื่องจากในไตรมาส 2/2568 บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิจำนวน 209 ล้านบาท จากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานปกติบริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน จำนวน 93 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากธุรกิจบรอดคาสต์ที่ปรับตัวลดลงตามแนวโน้มความต้องการของตลาดที่ชะลอตัวลง
บริษัทมีรายได้รวมจากการขายและการให้บริการในไตรมาส 2/2569 จำนวน 497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44 ล้านบาท หรือ 9.7% จากรายได้จำนวน 453 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 (QoQ) โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการให้บริการดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวเนื่องแก่ลูกค้าในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากโครงการก่อสร้างเพื่อขยายสถานีภาคพื้นดินให้แก่บริษัท Globalstar เพื่อรองรับเทคโนโลยีและบริการสื่อสารใหม่
โดยบริษัทได้เคยดำเนินการก่อสร้างสถานีภาคพื้นดินดังกล่าวมาก่อน รวมถึงรายได้ที่รับรู้ตามความคืบหน้าของโครงการจัดหาระบบจานสายอากาศและระบบปฏิบัติการภาคพื้นดินให้แก่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จำนวน 535 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 (YoY) รายได้จากการขายและการให้บริการลดลง38 ล้านบาท หรือ 7.1% สาเหตุหลักจากการชะลอตัวของรายได้ในธุรกิจบรอดคาสต์ตามแนวโน้มความต้องการของตลาดที่อ่อนตัวลง รวมถึงรายได้จากต่างประเทศที่ลดลง
สำหรับธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์ในต่างประเทศ บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าในไตรมาส 2/2569 จำนวน 4 ล้านบาท โดยส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าลดลงจากจำนวน 23 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 (QoQ) และ 9 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 (YoY)
โดยมีสาเหตุหลักจากผลประกอบการของ บริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ มหาชน (แอลทีซี) ที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ บริษัทยังคงรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้า เนื่องจากต้นทุนทางการเงินจากดอกเบี้ยจ่ายของ บริษัท เชนนิงตัน อินเวสเม้นท์ส พีทีอี จำกัด (เชน) โดยบริษัทยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวจากนโยบายปรับโครงสร้างอัตราค่าบริการโทรคมนาคมของกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารแห่ง สปป.ลาว ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าฟื้นตัวขึ้น
6 เดือนแรกปี 2569 ขาดทุน 89 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีผลขาดทุนส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ จำนวน 89 ล้านบาท เทียบกับกำไรจำนวน 499 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 และมีรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ จำนวน 829 ล้านบาท ลดลง 205 ล้านบาท หรือ 19.8% จากรายได้จำนวน 1,034 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2568







