
สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษี 60 ประเทศ ตามมาตรา 301 ไทย 12.5% กระทบส่งออก-SET แค่ไหน?
สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีนำเข้า 60 ประเทศ ตามมาตรา 301 สูงสุด 12.5% ฐานล้มเหลวแก้ปัญหาบังคับใช้แรงงาน โบรกฯ มองกระทบส่งออกไทยจำกัด หลังส่งออกโตแกร่งและสินค้าหลักได้รับยกเว้น กดดัน SET ระยะสั้น
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรา 301 เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับ 60 ประเทศ รวมถึงไทย โดยให้เหตุผลว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหาการใช้แรงงานบังคับ
- ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับคู่แข่งสำคัญอย่างจีนและอินเดีย
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าผลกระทบต่อการส่งออกและตลาดหุ้นไทย (SET) จะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากผู้ส่งออกมีการปรับตัวแล้ว และสินค้าสำคัญอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะได้รับการยกเว้น
สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ เมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เตรียมใช้มาตรา 301 (Section 301) แห่งกฎหมายการค้า เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการประเมินว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้แรงงาน และยังขาดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ
เรียกเก็บภาษีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
สหรัฐฯ แบ่งกลุ่มประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีออกเป็น 2 ระดับ
- อัตรา 12.5%: สำหรับ 44 ประเทศที่ไม่มีข้อตกลงทวิภาคีเฉพาะด้านกับสหรัฐฯ เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้
- อัตรา 10%: สำหรับ 16 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป (EU) แคนาดา เม็กซิโก ไต้หวัน และมาเลเซีย
สหรัฐฯปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางกฎหมาย
บล.บัวหลวง ให้มุมมองว่า มาตรการตอบโต้ทางการค้าภายใต้ Section 301 สะท้อนความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการปรับฐานกฎหมายของนโยบายภาษีนำเข้า หลังภาษีชุด Reciprocal tariff ภายใต้ IEEPA ถูกศาลตัดสินว่ามีปัญหาด้านอำนาจตามกฎหมาย ขณะที่ Global tariff ภายใต้ Section 122 ที่อัตรา 10% ก็มีกรอบเวลาบังคับใช้จำกัดและจะสิ้นสุดราววันที่ 24 กรกฎาคม 2569
ดังนั้น Section 301 จึงมีแนวโน้มถูกใช้เป็นเครื่องมือใหม่ในการรักษาแรงกดดันทางการค้าของสหรัฐฯ ผ่านกระบวนการสอบสวนภายใต้กฎหมายการค้าโดยตรง ซึ่งมีขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยจะเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องเพื่อขอเข้าร่วมการไต่สวนภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 และไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 รวมทั้งมีฐานกฎหมายเฉพาะเจาะจงกว่าการใช้อำนาจฉุกเฉิน จึงช่วยลดความเสี่ยงที่มาตรการตอบโต้ทางการค้าจะถูกศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายในอนาคต เมื่อเทียบกับมาตรการภาษีที่อิงอำนาจฝ่ายบริหารที่ประกาศใช้ในปี 2568
ผลกระทบต่อการส่งออกไทย
สำหรับผลกระทบต่อภาคส่งออกไทย บล.บัวหลวง มองว่า มีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากอัตราภาษีใหม่ที่ 12.5% ยังต่ำกว่าระดับ Reciprocal tariff เดิมที่ 19% ขณะที่ผู้ส่งออกไทยได้ปรับตัวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้าไปบ้างแล้ว สะท้อนจากการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ที่ยังขยายตัวสูงถึง 42.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ที่ยังไม่มีมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เพิ่มเติม
ที่สำคัญ แม้หักกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ออกไป การส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ก็ยังสามารถขยายตัวได้ถึง 17% YoY สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย ตลอดจนความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้อยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
แนะทางออกและการปรับตัวเชิงกลยุทธ์
อย่างไรก็ดี ไทยควรเร่งยกระดับกฎหมายด้านแรงงานให้เข้มขึ้น การตรวจสอบ Transshipment และการมุ่งใช้ Local content ในภาคการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศ ลดความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ทางการค้า และยกระดับความน่าเชื่อถือของไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลกมากขึ้นในอนาคต
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด
จากประเด็นสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรา 301 เก็บภาษีตอบโต้ไทย 12.5% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยคาดสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรรวม, แร่ธาตุ, และยา
บล.บัวหลวง ประเมินผลกระทบต่อ SET จำกัด หากไม่รวมรายได้จากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไปสหรัฐฯ ของบริษัทใน SET ภายใต้การวิเคราะห์ สัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงน้อยกว่า 0.5% ของรายได้รวมของ SET
อย่างไรก็ดี มีบางบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ สูง ซึ่งอาจได้รับแรงกดดันมากกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ ITC (ราว 50% ของรายได้รวม), TU (ราว 39%), STGT (ราว 20%), STA (ราว 15%)
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า USTR เตรียมเก็บภาษีศุลกากรใหม่ตามมาตรา 301 ในอัตรา 12.5% กับไทย ฐานล้มเหลวควบคุมการใช้แรงงานบังคับนั้น มองเป็นเพียงปัจจัยกดดันระยะสั้น เพราะคู่แข่งก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกัน อีกทั้งยังมีกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน







