
SCGD ตั้งการ์ดสูง! รับมือต้นทุนพลังงานพุ่ง 40% แต่เอาอยู่ ลุยปรับโมเดลโรงงาน
หนักหน่วง! วิกฤตตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงาน SCGD พุ่ง 30-40% เดินหน้าใช้พลังงานทางเลือก-ปรับโครงสร้างโรงงาน ลดต้นทุนเหนือคู่แข่ง พร้อมขึ้นราคาสินค้า 3-5% รักษากำไร ลุยขยายธุรกิจสู่ผู้นำวัสดุตกแต่งอาเซียนเต็มตัว
KEY
POINTS
- หนักหน่วง! วิกฤตตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงาน SCGD พุ่ง 30-40%
- เดินหน้าใช้พลังงานทางเลือก-ปรับโครงสร้างโรงงาน ลดต้นทุนเหนือคู่แข่ง
- พร้อมขึ้นราคาสินค้า 3-5% รักษากำไร ลุยขยายธุรกิจสู่ผู้นำวัสดุตกแต่งอาเซียนเต็มตัว
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อ "ต้นทุนเศรษฐกิจโลก" อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายอุตสาหกรรมเร่งปรับตัวก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้
หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านที่มี "พลังงาน" เป็นหัวใจสำคัญของการผลิต
คำถามคือ ธุรกิจจะรับมืออย่างไรในเกมต้นทุนที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน ยอมรับว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น
แม้ว่าธุรกิจจะได้ผลกระทบในวงจำกัด และมีปริมาณส่งออกไปตะวันออกกลางน้อยกว่าร้อยละ 1 แต่ SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด
ถามว่า ต้นทุนพลังงานส่งผลกระทบต่อการผลิตมากน้อยเพียงใด ?
พลังงานคิดเป็นสัดส่วน 30-40% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โดยคาดว่าราคาต้นทุนพลังงานในไทยจะปรับเพิ่มขึ้นราว 20-40% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า
SCGD ได้เตรียมรับมือด้วยการใช้พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ ปัจจุบันใช้ 13.6% ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 15% และชีวมวล (Biomass) ปัจจุบัน 25% ตั้งเป้า 46% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอุตสาหกรรม ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าคู่แข่ง
ขณะที่การยุบรวมโรงงาน 4 แห่ง เหลือ 2 แห่งที่สระบุรีนั้น เป็นการรวมศูนย์การผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) โดยจะเลือกใช้เครื่องจักรที่เดินเครื่องด้วยต้นทุนต่ำที่สุด เช่น การย้ายการผลิตจากโรงงานหินกองที่มีเครื่องจักรเก่าอายุ 20 ปี มายังโรงงานหนองแค 1 ที่มีความพร้อมด้านสถานที่และเครื่องจักรใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
สำหรับผลกระทบต่อพนักงาน คาดว่าจะมีไม่มาก เนื่องจากกระบวนการนี้จะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3/2570 และมีการบริหารจัดการผ่านการเกษียณอายุตามรอบปกติร่วมด้วย
หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst Case) จะรับมืออย่างไร ?
วิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แม้จะมีความผันผวนสูงแต่ยังพอคาดการณ์ได้มากกว่าช่วงโควิด-19 หากดีมานด์ชะลอตัวลงบริษัทจะปรับกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการจริง และใช้ความได้เปรียบเชิงต้นทุนจากฐานการผลิตในเวียดนาม (Prime) ซึ่งใช้พลังงานจากถ่านหินในประเทศซึ่งมีราคาคงที่กว่าก๊าซธรรมชาติ มาใช้เป็นฐานส่งออกเพื่อเติมเต็มตลาดในภูมิภาค
ทั้งนี้ บริษัทมีความมั่นใจในฐานะทางการเงินและแผนการปรับตัวที่รวดเร็วเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว โดยจะเน้นการขยายตัวเข้าสู่กลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านอื่นๆ นอกเหนือจากเซรามิกและสุขภัณฑ์ เพื่อเป็นผู้เล่นหลักในตลาดอาเซียนอย่างแท้จริง
แนวโน้ม Q2 = Q1 ?
แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 คาด SCGD จะเป็นในทิศทางเดียวกับไตรมาสแรกของปีนี้
ส่วนทิศทางการตลาดจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียน เริ่มจาก
- ประเทศไทย ยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจน เนื่องจากภาวะสงครามและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัว แต่เริ่มเห็นกำลังซื้อที่เร่งตัวขึ้นในช่วงนี้ เพราะผู้บริโภคคาดการณ์ว่าต้นทุนการก่อสร้างจะปรับสูงขึ้นในอนาคตทำให้ความต้องการสินค้ายังไม่ชะงักงันในช่วงไตรมาสนี้
- เวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน แต่เนื่องจากภาครัฐมีการสนับสนุนในบางเรื่อง ทำให้โมเมนตัมการเติบโตยังอยู่ในทิศทางที่ดี
- ฟิลิปปินส์ คาดว่ากำลังซื้อจะชะลอตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงตามต้นทุนพลังงาน
- อินโดนีเซีย ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและสงครามน้อยที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากเน้นการพึ่งพาภายในประเทศ ทำให้โมเมนตัมการเติบโตยังขับเคลื่อนไปได้ต่อเนื่อง
คงงบลงทุนทั้งปี 2,500 ล้านบาท
นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวเช่นกันว่า ในปี 2569 บริษัทยังคงยืนงบลงทุน (CAPEX) ในปี 2569 ไว้ที่ 2,500 ล้านบาทเท่าเดิม แม้จะมีการประกาศแผนลงทุนใหม่ทั้งในไทยและเวียดนาม โดยจะใช้วิธีการบริหารจัดการโยกงบจากส่วนอื่นมาใช้แทน
ส่วนการปรับราคาสินค้า คาดว่าจะปรับขึ้นประมาณ 3-5% ในช่วงไตรมาส 2/2569 เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
ส่วนเป้าหมาย EBITDA ในปีนี้ยังต้องรอความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4/2569 อีกครั้ง
กำไร Q1/69 โต 14% ฝ่าตลาดผันผวน
ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังคงแข็งแกร่ง มีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญภาวะตลาดที่ผันผวนและท้าทาย โดยมีกำไรส่วนที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท
โดยมี EBITDA on Sales ร้อยละ 14.1 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน และใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากการบริหารต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า หากไม่รวมผลกระทบจากการอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จากการขายลดลงเพียงร้อยละ 4 จากปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายที่เวียดนามเพิ่มสูงขึ้น
ยอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ มากกว่า 141 ล้านบาท พร้อมเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย จาก 201 รายในปีก่อน ด้านนวัตกรรม PRIME เวียดนามได้พัฒนากระเบื้องที่ผสานเทคโนโลยีพื้นผิว สามารถดูดซับแสงในเวลากลางวันและคายแสงในสภาพแสงน้อย
รวมถึงธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง ที่ยังเติบโตต่อเนื่องมียอดขายกว่า 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อนโดยมีสินค้าหลัก เช่น ปูนกาวยาแนว แผ่นท็อปเคาน์เตอร์ครัวและบานประตูหน้าต่าง
SCGD มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท มีโครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า







