SET แกว่งตัวรอดูสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน หากหลุด 1,450 จุด มีโอกาสลงต่อ
InnovestX คาด SET แกว่งตัวรอดูสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ระวังหลุด 1,450 จุด มีโอกาสลงต่อ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ GLOBAL และ TRUE
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทย (SET) อยู่ในภาวะแกว่งตัวเพื่อรอดูสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
- ดัชนีมีแนวรับสำคัญทางเทคนิคที่ 1,450 จุด หากหลุดระดับดังกล่าวจะเป็นสัญญาณลบและมีโอกาสปรับตัวลงต่อ
- ทิศทางตลาดขึ้นอยู่กับผลการเจรจา หากสำเร็จอาจเกิดภาวะ Risk-on และดัชนีดีดตัวขึ้น แต่หากล้มเหลวจะเกิดภาวะ Risk-off และปรับฐานลงแรง
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET แกว่งในกรอบ นักลงทุนลดความคาดหวังสงครามตะวันออกกลางยุติลงในเวลาอันใกล้ แม้มีการขยายเวลาหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน ออกไปอีก 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ ในการเจรจายุติสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านก็ตาม ขณะที่ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด ปธน.ทรัมป์ สั่งปิดล้อมท่าเรือและทำลายเรือทุกลำของอิหร่านที่วางทุ่นระเบิด ส่งผลราคาน้ำมันยังคงขยับขึ้น ทางเทคนิค ดัชนีปรับลงหลุดเส้น ค่าเฉลี่ย 10 วัน หากหลุด 1,450 จุด เป็นสัญญาณลบมีโอกาสลงต่อ
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET เข้าสู่โหมดผันผวน โดยทิศทางดัชนีขึ้นอยู่กับผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นหลัก ทั้งนี้หากการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกก่อนเส้นตายหยุดยิงจะเป็น Catalyst หนุนให้สินทรัพย์เสียงทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-on โดยคาด SET จะดีดตัวแบบ V-Shape ทะลุแนวต้านที่ 1,500-1,530 จุด แต่หากการเจรจาล้มเหลวจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร จะส่งผลให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-off คาด SET จะปรับฐานลงแรงไปทดสอบแนวรับที่ 1,450-1,400 จุด
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ "Selective Buy" แบ่งตามระดับความเสี่ยงและความคาดหวังของนักลงทุน
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และคาดได้ข้อตกลงสันติภาพถาวร แนะนำปรับพอร์ตตามกรอบเวลา ดังนี้
1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เน้นเล่นเก็งกำไรตัดสินในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ.ระดับบน (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่คาดเป็นเป้า Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่วิกฤต ได้แก่ MINT BTS LH BDMS AWC
2. ระยะกลาง (3-6 เดือน) เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือเงินภาวะ เฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ที่ยังทรงตัวสูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพานิชย์ (BJC CPN)
3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): เน้นลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมที่ตอบโจทย์ลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลเจรจาล้มเหลว แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้สิ้นเพื่อรักษาความคล่องตัวและลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield พร้อมรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์ชัดเจน ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น อย่าง PTTEP รวมทั้ง PTTGC จากส่วนต่างสเปรตกว้างขึ้นและไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยถึงจุด Trailing Stop ไว้เสมอหากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย
อีกทั้งแนะนำสะสมหุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดระยะสั้น (สะสมก่อน XD เม.ย.-พ.ค.) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield > 5% ได้แก่ KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
Trading Idea: 1. หุ้น Policy Play ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐระยะสั้น อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (BJC TNP) จากการเติมเงินบัตรสวัสดิการและอุดหนุนค่าน้ำมันกลุ่มขนส่ง กลุ่มรับเหมา (STECON CK) ปรับสูตรคำนวณค่า K และกลุ่มพลังงานสะอาด (GULF GUNKUL BANPU SCC HMPRO GLOBAL AMATA WHA) จากปล่อยสินเชื่อค่าให้แก่ Solar & EV 2. หุ้น Summer Play ที่ได้ประโยชน์จากความ ต้องการซื้อสินค้าคลายร้อนสูงขึ้น ได้แก่ ICHI HTC HMPRO GLOBAL
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ GLOBAL ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากโครงการสนับสนุน Solar Rooftop ผ่านสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่า, ราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง และ การเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ ด้านผลประกอบการเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวใน มี.ค. 2569 จากการเร่งซื้อวัสดุก่อสร้างก่อนปรับขึ้นราคา เป้าหมายระยะสั้นที่ 6.80 บาท
TRUE การดำาเนินธุรกิจได้รับผลกระทบจํากัดจากสงครามตะวันออกกลางที่มี แนวโน้มยืดเยื้อ ผลประกอบการ 1Q69 มีแนวโน้มเติบโต เราประเมินทําไรปกติที่ 6.1 พัน ลบ. (+41% YoY และ 1%QoQ) จากการฟื้นตัวต่อเนื่องของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงตามต้นทุนคลื่นและต้นทุนไฟฟ้า เป้าหมายระยะสั้นที่ 14.10 บาท


