ส่องบทบาท ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลตลาดทุนไทยภายใต้วิกฤตสงคราม
เจาะบทบาท ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลตลาดทุนไทยภายใต้วิกฤตสงคราม ลุยยกระดับ KYC/CDD โบกรเกอร์-สัญญาซื้อขายล่วงหน้า สกัดทุนเทา เริ่มใช้ เม.ย.นี้ ไฟเขียวเกณฑ์ Transition Bond ชี้สิทธิโหวตผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย อยู่ในอำนาจกระทรวงพาณิชย์
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. มุ่งเน้นดูแลกลไกการทำงานของตลาดทุนให้เป็นปกติในช่วงสงคราม โดยเฝ้าระวังระบบการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ รวมถึงสภาพคล่องของสำนักหักบัญชี
- ลุยยกระดับ KYC/CDD โบกรเกอร์-สัญญาซื้อขายล่วงหน้า สกัดทุนเทา เริ่มใช้ เม.ย.นี้ ไฟเขียวเกณฑ์ “Transition Bond” จ่อคลอด Crypto ETF ไตรมาส 3/69
- ชี้สิทธิโหวตผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด เป็นอำนาจกระทรวงพาณิชย์ในการพิจารณา
สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง และหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อตลาดทุนไทย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีมุมมองและการดำเนินงานที่สำคัญในหลายด้าน
กลไกการปรับตัวของตลาดทุน
“เอนก อยู่ยืน” รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้มุมมองว่า ตลาดทุนมีธรรมชาติในการปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ โดยในช่วงแรกที่เกิดสงคราม ตลาดอาจมีความตื่นตระหนก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง สถานการณ์จะเริ่มนิ่งขึ้น เนื่องจากตลาดได้ซึมซับข้อมูล (Absorb) และรับรู้ถึงปัจจัยต่าง ๆ ไปแล้ว
สิ่งที่ ก.ล.ต. เฝ้าระวัง
ในช่วงที่มีความผันผวนจากภัยสงคราม ก.ล.ต. จะมุ่งเน้นการดูแลกลไกการทำงานของตลาดทุนให้เป็นปกติ โดยตรวจสอบในประเด็นต่าง ๆ
- การชำระราคาและส่งมอบ: ตรวจสอบว่าบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยังสามารถชำระเงินและส่งมอบหลักทรัพย์ (Settlement) กับลูกค้าได้ตามปกติหรือไม่ แม้ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง
- ระบบงานส่วนกลาง: ติดตามดูแลสภาพคล่องและการดำเนินงานของระบบ Clearing และ Settlement ของสำนักหักบัญชี (TCH) ให้สามารถจัดการกระบวนการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สภาพคล่องของกองทุนรวม: ตรวจสอบว่ากองทุนรวมต่าง ๆ มีปัญหาสภาพคล่องหรือได้รับผลกระทบจากการที่นักลงทุนตกใจจนแห่มาไถ่ถอนคืน (Redemption) หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา พบว่าระบบยังดำเนินการได้ดีและไม่มีประเด็นที่น่ากังวลในเชิงโครงสร้าง
ติดตามผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน
ก.ล.ต. ยังคงต้องติดตามดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นรายกิจการ ว่าสถานการณ์สงครามส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากน้อยเพียงใด
ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นกู้
สำหรับประเด็นการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ และการขอยืดชำระหนี้หุ้นกู้ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก.ล.ต. ระบุว่า ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นสงคราม แต่เป็นสัญญาณที่ปรากฏมาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งทาง ก.ล.ต. มีทีมงานมอนิเตอร์ข้อมูลอย่างใกล้ชิดและมี “Watchlist” เพื่อติดตามบริษัทที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้
ยกระดับมาตรการคุม “ทุนเทา” สกัดฟอกเงินผ่านตัวกลาง
ก.ล.ต. ย้ำจุดยืนไม่ต้องการให้เงินทุนที่ผิดกฎหมายหรือ “ทุนเทา” เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดทุน โดยกำหนดมาตรการป้องกันผ่านกลไก “ตัวกลาง” เช่น โบรกเกอร์ ผู้ขายหน่วยลงทุน และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้า
ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. หารือกับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ผู้ประกอบธุรกิจ) ในการยกระดับมาตรฐานการทำความรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน
ในปี 2568 ก.ล.ต. ได้ยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในการทำ KYC/CDD ดังนั้น ในครั้งนี้ ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดที่จะกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในการทำ KYC/CDD ให้มีความสอดคล้องกัน ทั้งยังประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. เพิ่มความเข้มในเรื่องการ Enhanced Client Due Diligence (Enhanced CDD) และการติดตามธุรกรรมผิดปกติ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการ ดังนี้
(1) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced CDD) ในกรณีที่พบข้อมูลอาชีพ แหล่งที่มาของรายได้ หรือฐานะการเงินที่ลูกค้าระบุไม่สอดคล้องกัน หรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมหรือธุรกรรม เช่น มีการโอนเงินหรือหุ้นเข้ามาในบัญชีในมูลค่าสูงเกินกว่าข้อมูลรายได้ หรือกรณีที่ลูกค้ากู้ยืมเงินในมูลค่าสูงมาลงทุนทั้งที่มีทุนจดทะเบียนต่ำ หรือกรณีที่ลูกค้ามีการรับโอนหุ้นจากบัญชีที่มีชื่อเป็นบุคคลเดียวกันจากผู้ประกอบธุรกิจอื่นในมูลค่าสูงเกินกว่าฐานะทางการเงินของลูกค้า
(2) พิจารณารายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (Suspicious Transaction Report: STR) ไปยัง สำนักงาน ปปง. เช่น เมื่อ บล. พบความผิดปกติในการโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าและมีการโอนออกภายในวันเดียวกัน โดยไม่ได้มีการซื้อขายหลักทรัพย์หรือมีการซื้อขายหลักทรัพย์ในมูลค่าเพียงเล็กน้อย และเมื่อทำ Enhanced CDD แล้วไม่พบความสมเหตุสมผลในกรณีดังกล่าว
(3) ติดตามและตรวจสอบการทำธุรกรรมของลูกค้ารายที่พบความผิดปกติอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่านการทำ Enhanced CDD แล้ว รวมทั้งให้ตรวจสอบและสอบทานการทำ Enhanced CDD ดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง
(4) มีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกับลูกค้าที่มีพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น หน่วงการถอนเงิน ลดวงเงินในบัญชีซื้อขายหรือปฏิเสธการให้บริการ (5) กำหนดมาตรการหน่วงการถอนเงินกรณีลูกค้าที่ไม่มีหลักฐานที่มาของรายได้หรือฐานะการเงินประกอบการเปิดบัญชี และอาจพิจารณาทำ enhanced CDD เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
2. กำหนดเงื่อนไขในการฝาก-ถอนเงินเข้มงวดมากขึ้น
ก.ล.ต. จะกำหนดแนวทางการฝากและถอนเงินของลูกค้า ให้มีวิธีการที่ชัดเจน และรัดกุมยิ่งขึ้น ดังนี้
(1) กำหนดให้รับฝากและถอนเงินได้เฉพาะบัญชีธนาคารที่มีชื่อเดียวกับลูกค้าเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้บัญชีบุคคลอื่น หรือรับเงินสด
(2) หากพบการฝากเงินสดที่ธนาคารเข้าบัญชีซื้อขาย ต้องยืนยันว่าเป็นการฝากโดยเจ้าของบัญชีซื้อขาย
และหากจำนวนเงินที่ทำธุรกรรมไม่สอดคล้องกับฐานะ ต้องทำ enhanced CDD ลูกค้าโดยการตรวจสอบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมและฐานะ หากยังไม่สมเหตุสมผลให้รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยและติดตามธุรกรรมต่อไป
“การยกระดับมาตรฐาน KYC/CDD ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสกัดกั้นทุนเทาที่ ก.ล.ต. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและยับยั้งไม่ให้ตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจที่แท้จริง รวมถึงการถือหุ้นทางอ้อมและบุคคลที่ร่วมกันใช้อำนาจ เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมและตลาดทุนโดยรวม”
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้หารือร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และผู้ประกอบธุรกิจ ผ่านการจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) และอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติให้สามารถนำไปใช้ได้จริงโดยไม่สร้างภาระเกินสมควร และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้มาตรการได้ภายในเดือน เม.ย.2569
แจงสิทธิโหวตผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย อยู่ในอำนาจกระทรวงพาณิชย์
สำหรับข้อสงสัยกรณีสิทธิ์การลงคะแนนของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียพิเศษ กรณี บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP นั้น ก.ล.ต. ชี้แจงว่า สิทธิพื้นฐานในการโหวตเป็นไปตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้อยู่ในอำนาจโดยตรงของ ก.ล.ต.
ตามหลักการทั่วไป ผู้ถือหุ้นทุกคนย่อมมีสิทธิ์มีเสียงในการโหวตในที่ประชุมผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า หากผู้ถือหุ้นรายใดมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในเรื่องที่พิจารณา ผู้นั้นจะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงโหวตในวาระนั้น ๆ
การจะวินิจฉัยว่าผู้ถือหุ้นรายใดเข้าข่ายเป็น “ผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ” หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบ โดยผู้ที่มีหน้าที่ตีความและอธิบายความหมายของข้อกฎหมายนี้ คือ หน่วยงานที่เป็นเจ้าของกฎหมาย ซึ่งก็คือกระทรวงพาณิชย์
แนวคิดตั้งคณะทำงาน Taskforce “ตราสารหนี้”
เขาระบุว่า ก.ล.ต. มีแนวคิดในการจัดตั้งคณะทำงานด้านตราสารหนี้ เบื้องต้นประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ก.ล.ต., กระทรวงการคลัง, ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกการระดมทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบัน ก.ล.ต. มีการติดตามสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ (Default) อย่างใกล้ชิด โดยมี “Watchlist” ติดตามบริษัทที่มีหุ้นกู้ใกล้ครบกำหนดชำระเพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้
นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความน่าจะเป็นหรือสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจคัดกรองผลิตภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น
ไฟเขียวเกณฑ์ “Transition Bond” หนุนธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ ESG
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีเห็นชอบหลักเกณฑ์การออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยตราสารประเภทนี้จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างตราสารหนี้ทั่วไปกับตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) เพื่อสนับสนุนบริษัทที่อยู่ระหว่างการปรับตัวหรือขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน (ESG)
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังมีแนวคิดปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูลของตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องกันในทุกตราสาร เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน
โดย ก.ล.ต. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจ และประชาชนเกี่ยวกับการออกหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
ทั้งนี้ Transition Bond จะเปิดกว้างให้ผู้ลงทุนทุกประเภทสามารถเข้าลงทุนได้ เพื่อสร้างโอกาสในการระดมทุนและเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ที่ต้องการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยังคงหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนในระดับที่เหมาะสม
จ่อคลอดเกณฑ์ Crypto ETF ภายในไตรมาส 3/69
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจ คือ การออกหลักเกณฑ์รองรับการจัดตั้งกองทุนรวมดัชนีที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto ETF) ซึ่ง ก.ล.ต. คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในไตรมาส 3/2569
โดยปัจจุบัน ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นรอบแรกภายในช่วงเดือน เม.ย.2569 ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน หากไม่มีประเด็นเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญจะเข้าสู่ขั้นตอนการร่างประกาศและรับฟังความเห็นอีกรอบเป็นเวลา 30 วัน ก่อนจะออกประกาศใช้จริง
ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะเน้นย้ำเรื่องการคุ้มครองผู้ลงทุนเป็นสำคัญ เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โดยจะพิจารณาความรู้ความเข้าใจของบริษัทจัดการ (Asset Manager) และเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านราคาที่เหมาะสม


