จับตาวงการโบรกเกอร์! BYD ลั่นไม่จบแค่ซื้อ บล.คิงส์ฟอร์ด ลุยจีบอีก 5-6 แห่ง
บล.บียอนด์ รุกควบรวม บล.คิงส์ฟอร์ด สร้าง Economy of Scale ดันมาร์เก็ตแชร์สู่อันดับ 6 ปรับเป็น Holding แยกธุรกิจหลักทรัพย์ชัดเจน ตั้งเป้า AUM แตะ 2 หมื่นล้านบาท ลุ้นพลิกกำไรปี 69 ซุ่มเจรจาอีก 5-6 แห่ง หวังปิดอีกหลายดีล
KEY
POINTS
- บล.บียอนด์ (BYD) เข้าซื้อกิจการ บล.คิงส์ฟอร์ด (KFS) ในสัดส่วน 90% คาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดรวมขยับขึ้นเป็นอันดับ 6 ของอุตสาหกรรม ตั้งเป้า AUM แตะ 2 หมื่นล้านบาท ลุ้นพลิกกำไรปี 2569
- BYD ประกาศว่าการซื้อกิจการครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด และมีแผนจะควบรวมหรือเป็นพันธมิตรกับโบรกเกอร์รายอื่นเพิ่มเติม
- บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทหลักทรัพย์อื่นอีกประมาณ 5-6 แห่ง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเติบโตในระยะยาว
อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ในประเทศไทย เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในช่วงปี 2565-2568 โดยผลประกอบการส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องจากมูลค่าการซื้อขายที่ลดลง และการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียม (Commission Rate) ที่รุนแรง จนกลายเป็น “New Normal” ที่รายได้จากธุรกิจดั้งเดิมไม่สามารถสร้างกำไรที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป
ท่ามกลางวิกฤตนี้ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD ได้กำหนดกลยุทธ์เชิงรุกผ่านการทำ Economy of Scale และการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่นเพื่อรักษาเสถียรภาพขององค์กร
ควบรวมกิจการกับคิงส์ฟอร์ด จุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์
นายจักรกริช เจริญเมธาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายงานที่ปรึกษาการลงทุนและความมั่งคั่ง) บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD ระบุว่า หัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ คือ การเข้าซื้อหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ KFS ในสัดส่วน 90%
โดยการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจาก KFS ประสบปัญหาสภาพคล่องจากการต้องตั้งสำรองกรณีหุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE กว่า 300-400 ล้านบาท ประกอบกับสภาวะอุตสาหกรรมที่ซบเซา
ไทม์ไลน์การควบรวมกิจการ
ไทม์ไลน์การควบรวมกิจการระหว่าง BYD และ KFS มีขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
1. บอร์ดอนุมัติ: ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นสามัญเดิมของ KFS จำนวน 850.50 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 90% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วของ KFS จาก บริษัท คิงส์ฟอร์ด โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KFH และเพิ่มทุน RO ในสัดส่วน 1 : 9
2. ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น: กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น ซึ่งถือเป็นจุดตัดสินใจสำคัญของธุรกรรมนี้
3. ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้น: หลังจากผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ จะดำเนินการเซ็นสัญญา Share Purchase Agreement เพื่อเข้าซื้อหุ้น 90% ใน KFS
4. เปลี่ยนชื่อบริษัท: เปลี่ยนชื่อ KFS เป็นชื่อใหม่ (เบื้องต้นใช้ชื่อ New Beyond โดยชื่ออย่างเป็นทางการจะมีการแจ้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง)
5. เพิ่มทุน: ดำเนินการเพิ่มทุน RO ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิม ต่อ 9 หุ้นใหม่ โดย BYD จะใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน (Capital) ให้แก่ KFS
6. การโอนย้ายธุรกิจและบุคลากร:
- ลูกค้าของ BYD จะเซ็นเอกสารเพียงชุดเดียวเพื่อโอนย้ายบัญชีไปยังบริษัทใหม่ (New Beyond)
- โอนย้ายพนักงาน โปรดักต์ และสินทรัพย์ทั้งหมดของ BYD ไปยังบริษัทใหม่
- พนักงานเดิมของ KFS ทั้งหมดจะย้ายมาปฏิบัติงานที่สำนักงานอาคาร OCC ชั้น 56-57 ร่วมกับทีมงานของ BYD
7. ธุรกรรมเสร็จสิ้น: คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2569
ประโยชน์จากการควบรวม
- การก้าวกระโดดของส่วนแบ่งการตลาด: ก่อนการควบรวม BYD มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่อันดับ 26 คิดเป็นสัดส่วน 0.81% ขณะที่คิงส์ฟอร์ดอยู่ที่อันดับ 7 คิดเป็นสัดส่วน 4.70% เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้บริษัทใหม่ (New Beyond) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 ของอุตสาหกรรม ด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 5.51%
- การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale): การควบรวมจะช่วยขยายฐานลูกค้าทั้งรายย่อย สถาบัน และกลุ่ม Wealth Management โดย BYD มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ Wealth Management ซึ่งจะนำมาเสริมทัพให้กับฐานลูกค้าเดิมของ KFS ที่เป็นนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน ทำให้สามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมที่หลากหลายขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่ง และโอกาสในการทำกำไร
โครงสร้างใหม่สู่การเป็น Holding Company
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารงานและการสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง BYD จะปรับโครงสร้างองค์กรเป็น Holding Company โดยจะแยกงบการเงินระหว่างธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจการลงทุนอย่างเด็ดขาด
1. ธุรกิจหลักทรัพย์ (New Beyond): เป็นการรวมพนักงาน โปรดักต์ และลูกค้าของทั้ง BYD และ KFS เข้าด้วยกัน โดยจะย้ายสำนักงานไปอยู่ที่อาคาร OCC ชั้น 56-57
2. ธุรกิจการลงทุน (ACE Corporation): Holding Company จะถือหุ้น 49.39% ใน ACE ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ ไทย สมายล์ บัส (TSB) ผู้นำรถเมล์ไฟฟ้าในไทย และ BYD Insurance Broker
เป้าหมายหลังการควบรวมเสร็จสิ้น
ภายหลังการควบรวมเสร็จสิ้นในไตรมาส 2/2569 มีแผนดำเนินการ ดังนี้
- เพิ่ม AUM: BYD ตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUM) เพิ่มขึ้นจาก 14,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท
- ลุ้นพลิกกำไร: แนวโน้มผลประกอบการในปี 2569 ในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์มีโอกาสที่จะขาดทุนน้อยลง หรืออาจจะพลิกกลับมามีกำไรได้
- เจรจารายอื่นเพิ่มเติม: BYD มีทิศทางที่ชัดเจนว่าไม่ได้หยุดเพียงแค่การควบรวมกับ KFS เท่านั้น โดยกำลังเจรจากับโบรกเกอร์รายอื่นอีกประมาณ 5-6 แห่ง เพื่อหาโอกาสในการควบรวมหรือเป็นพันธมิตรเพิ่มเติม เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการเจรจา เช่น การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) การแลกเปลี่ยนหุ้น (Share Swap) การเป็น Exclusive Partner และการเข้าซื้อกิจการ
“ในประเทศไทยมีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ถึง 35 แห่ง โดยเกือบ 20 แห่ง มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำกว่า 3% และพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวจะอยู่รอดได้ยากมาก ประกอบกับสถานการณ์ลงทุนที่ย่ำแย่ และความไม่แน่นอนสูง เชื่อว่าจะเห็นการควบรวมเพิ่มความอยู่รอด เพราะหากบริษัทขาดทุนต่อเนื่องหลายปี จะไปกัดกินเงินกองทุน (NC) ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่อง (NCR) ลดต่ำลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดเมื่อ NCR ต่ำกว่า 7% จะต้องหยุดการทำธุรกรรมทันที”
การปรับตัวของ BYD ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทยที่จำเป็นต้อง "ควบรวมเพื่ออยู่รอด"


