ก.ล.ต. เร่งประสานหน่วยงานใน-ตปท. หลังสิงคโปร์อายัด CAI กว่า 4 พันล้าน ฐานฟอกเงิน
ก.ล.ต. เร่งประสานหน่วยงานในและต่างประเทศเพื่อตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง หลังสิงคโปร์อายัดทรัพย์ CAI กว่า 4 พันล้านบาท ฐานฟอกเงินโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์
KEY
POINTS
- ทางการสิงคโปร์เข้าอายัดทรัพย์สินบริษัท Capital Asia Investments (CAI) มูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท ในข้อหาพัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ
- ทรัพย์สินที่ถูกอายัดถูกระบุว่ามีต้นทางจากกิจกรรมอาชญากรรมในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์
- ก.ล.ต. ของไทยกำลังเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำนักข่าวและหน่วยงานกำกับดูแลในสิงคโปร์ได้เปิดเผยปฏิบัติการครั้งสำคัญในการกวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาคการเงินระดับภูมิภาค เมื่อ บริษัท แคปปิตอล เอเชีย อินเวสต์เมนท์ (Capital Asia Investments หรือ CAI) ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ได้รับอนุญาตในสิงคโปร์ ตกเป็นเป้าหมายหลักในการสอบสวนข้อหาพัวพันกับการฟอกเงิน
ปฏิบัติการสายฟ้าแลบและการอายัดทรัพย์สินมหาศาล
เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (SPF) ร่วมกับธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้เข้าบังคับใช้กฎหมายกับบริษัท CAI ส่งผลให้มีการจับกุมกรรมการของบริษัทจำนวน 2 ราย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์ของบริษัท รวมมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือคิดเป็นเงินไทยสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อตรวจสอบที่มาของเงินดังกล่าว
ต้นตอของการสอบสวน ความบกพร่องและเครือข่ายอาชญากรรม
จากการเปิดเผยของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) พบว่าจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบเกิดจากการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่อาจผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบด้านกำกับดูแลพบว่า บริษัท CAI มีความบกพร่องอย่างร้ายแรงในการควบคุมและการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML)
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ชี้ให้เห็นว่าบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยทรัพย์สินที่ถูกอายัดนั้นถูกระบุว่ามีต้นทางมาจากกิจกรรมอาชญากรรมในต่างประเทศ รวมถึงขบวนการต้มตุ๋นฉ้อโกงหรือแก๊งคอลเซ็นเตอรที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในปัจจุบัน
บทลงโทษที่รุนแรงและมาตรการเด็ดขาดของสิงคโปร์
สิงคโปร์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าระบบการเงินของประเทศจะต้องสะอาดและโปร่งใส โดยมีกฎหมายลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างหนัก ดังนี้
ข้อหาฟอกเงิน: โทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดตามกฎหมายบริการทางการเงินและตลาด (พ.ศ. 2565): โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และอาจมีการปรับเพิ่มหากยังคงมีการกระทำความผิดต่อเนื่อง
กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ยืนยันว่าจะใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ใครใช้ระบบการเงินของประเทศไปในทางมิชอบ
ก.ล.ต. กับการดำเนินการในประเทศไทย
ในส่วนของประเทศไทย นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เป็นการดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินของสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
การดำเนินการดังกล่าวสอดรับกับท่าทีของทางการสิงคโปร์ที่ไม่ยอมให้มีการใช้ระบบการเงินของประเทศไปในทางที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทาง ก.ล.ต. จะยังคงติดตามผลการสืบสวนเกี่ยวกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติและขบวนการอาชญากรรมอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกรณีนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด


