แดงเดือด! หุ้นไทยดิ่งเหว -61.75 จุด ร่วงต่ำสุดรอบ 16 เดือน กูรูชี้โอกาสย่อจำกัด เน้นปรับพอร์ตรับสงคราม
หุ้นไทยปิดดิ่งกว่า -61 จุด ร่วงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน "หยวนต้า" คาดย่อปรับฐานจำกัด หุ้นใหญ่ปันผลสูงน่าสอย ด้าน "ทรีนีตี้" ชี้สงครามตะวันออกกลางเป็น Global Risk กดดันตลาดต้นมีนาคมคาดเงินไหลจากหุ้นสู่พันธบัตร-ทองคำ แนะเก็งกำไร PTTEP ชี้ 5 กลุ่มหุ้นถือได้
KEY
POINTS
- หุ้นไทยปิดดิ่งกว่า -61 จุด ร่วงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน
- "หยวนต้า" คาดย่อปรับฐานจำกัด หุ้นใหญ่ปันผลสูงน่าสอย
- ด้าน "ทรีนีตี้" ชี้สงครามตะวันออกกลางเป็น Global Risk กดดันตลาดต้นมีนาคมคาดเงินไหลจากหุ้นสู่พันธบัตร-ทองคำ ชี้ 5 กลุ่มหุ้นถือได้
ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้(2 มี.ค.69) อยู่ที่ 1,466.51 จุด ลดลง -61.75 จุด คิดเป็น -4.04% มูลค่าการซื้อขาย 113,076.76 ล้านบาท
ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,515.99 จุด ลดลงต่ำสุด 1,466.51 จุด ร่วงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า สถานการณ์ในอิหร่านและตะวันออกกลางยังตึงเครียด หลังจากหัวหน้าหน่วยความมั่นคงของอิหร่านปฏิเสธเจรจากับสหรัฐฯ พร้อมกับการโจมตีด้วยโดรนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย
ขณะที่ อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลอเลาะห์ในเลบานอน หนุนให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง เพิ่มขึ้น +9%, ราคาทองคำ +3%, VIX Index +9%, ตลาดหุ้นยุโรป -2.5%, Index Futures ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลดลง -1.6% จากแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน
ดังนั้นทิศทางตลาดระยะสั้นยังผันผวน จนกว่าจะมีกำนดการเจรจาของสหรัฐฯและอิหร่านอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามที่ระดับ SET Index ต่ำกว่า 1,480 จุดลงมา ทำให้ Dividend Yield กลับมายืนเหนือ 4% ได้อีกครั้ง อิงคาดการณ์เงินปันผลต่อหุ้นที่ 60 บาท Payout Ratio 65%
ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าการปรับฐานหลังจากนี้จะเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ปันผลสูง ที่ปรับฐานลงมาแรงกว่าปันผลที่จ่าย เช่น GULF, HMPRO, BJC, TU เป็นต้น
ตลท. เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดและปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยตลาดหลักทรัพย์ และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า มีมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้น
และพร้อมที่จะนำมาใช้หากมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการทบทวนข้อมูลและตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ โดยจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และพร้อมประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตลาดทุนไทยดำเนินงานได้อย่างมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพ
ในระหว่างนี้ ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุนด้วยข้อมูลรอบด้านภายใต้สถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน
ปรับพอร์ตเดือนมีนาคม
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2568 สงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะทำให้ Global risk sentiment ได้รับผลกระทบเชิงลบในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ด้วย คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายโดยเฉพาะหุ้นมีโอกาสที่จะถูดลดสถานะโดยนักลงทุน
ส่วนสินทรัพย์ที่อาจได้รับการโยกย้ายเงินลงทุนเข้ามาแทน มองไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตร ทองคำ รวมถึงการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความกังวลด้านอุปทาน เช่น น้ำมัน ซึ่งน่าจะทำให้กลุ่มน้ำมันของไทยโดยเฉพาะ Upstream อย่าง PTTEP ปรับตัวขึ้นในวันนี้ได้
ในสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น ผู้ที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูง เรายังคงแนะนำให้ใช้จังหวะนี้ในการขายทำกำไร และลดพอร์ตการลงทุนลง แต่หากต้องการลงทุนจริง มองไปยังกลยุทธ์ Mix & Match ระหว่างหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ยังพอมี Upside ทางด้าน Valuation หลงเหลืออยู่บ้าง
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มที่ใช้กลยุทธ์ Mix & Match ประกอบด้วย
- กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPAXT, HMPRO
- กลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่ KTC
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ CCET
- กลุ่มธนาคาร ได้แก่ KKP
- กลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ได้แก่ COCOCO, ILM, KLINIQ, SABINA, TFM
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม ประเมินว่า Upside ของ SET Index อยู่ในระดับที่จำกัดด้วยเรื่องของ Valuation แล้ว โดยที่ระดับ 1,530 จุด นั้นถือเป็นระดับดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ในกรณีดีสุดที่รวมผลของปรากฏการณ์ PE Expansion จากการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดไปเป็นที่เรียบร้อย
ประเมินข่าวดีที่เคยคาดหวังมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ได้เกิดขึ้นและสะท้อนอยู่ในราคาดัชนีปัจจุบันเรียบร้อยหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ คำพิพากษายกเลิกภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ตามกฎหมาย IEEPA หรือการลดดอกเบี้ยนโยบายที่น่าจะเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวของปี
ขณะที่การลงทุนในเดือนมีนาคม นักลงทุนจะต้องติดตามปัจจัยสำคัญอื่นๆ อีก ได้แก่การประชุมของธนาคารกลางประเทศต่างๆ เช่น การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 17-18 มีนาคม ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Fed จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อไป
การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในวันที่ 18-19 มีนาคม ซึ่งล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า BoJ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75% ส่วนในวันที่ 19 มีนาคม จะมีการประชุม
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม และการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า BoE จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 3.50%
สำหรับปัจจัยในประเทศ ให้จับตาการจัดตั้งรัฐบาลไทยหลังการเลือกตั้ง ว่าจะเกิดขึ้นได้เร็วและมีอุปสรรคใดหรือไม่ และความเสี่ยงที่หุ้น DELTA อาจถูกขึ้นบัญชี Trading alert หากราคายังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง.


