posttoday

ต้องรอด! ศึกตะวันออกกลางปะทุ เขย่าหุ้นโลก น้ำมันจ่อพุ่ง จับตาฮอร์มุซจุดแตกหัก โบรกชี้ช่อง "หุ้นหลบภัย" สงคราม

02 มีนาคม 2569

เกมรบสหรัฐฯ–อิสราเอลถล่มอิหร่าน แรงสั่นสะเทือนภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่ที่ตลาดต้องรับมือทันที 2โบรกฯชี้ตลาดหุ้นเสี่ยงผันผวนระยะสั้น "น้ำมัน-ทองคำ"ดีดรับความกังวลอุปทานสะดุด ความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซหนุน "เคจีไอ"ปรับเพิ่มเป้ากำไร PTTEP รับอานิสงส์ราคาน้ำมันขาขึ้น

KEY

POINTS

  • เกมรบสหรัฐฯ–อิสราเอลถล่มอิหร่าน แรงสั่นสะเทือนภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่ที่ตลาดต้องรับมือทันที
  • 2โบรกฯชี้ตลาดหุ้นเสี่ยงผันผวนระยะสั้น "น้ำมัน-ทองคำ"ดีดรับความกังวลอุปทานสะดุด ความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซหนุน
  • "เคจีไอ"ปรับเพิ่มเป้ากำไร PTTEP รับอานิสงส์ราคาน้ำมันขาขึ้น

ทันทีที่ "สหรัฐฯ และอิสราเอล" เปิดฉากโจมตี "อิหร่าน" ทางอากาศ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 และอิหร่านตอบโต้ทันทีไปยังฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งที่กระจายในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค.2569 มีรายงานข่าวว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิตแล้ว

สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความเปราะบางสูง "บล.ทิสโก้" แนะนำติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และท่าทีการตอบสนองหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะจากจีนและรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอิหร่าน แต่อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะเกิดสงครามระดับภูมิภาค ณ ขณะนี้ยังเป็นไปอย่างจำกัด

ภาพรวมราคาสินทรัพย์เสี่ยงคาดจะตอบสนองทางลบ แต่ "น้ำมันและทองคำ" มีโอกาสปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดจากความเสี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันและความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาเหตุการณ์สงคราม-ความไม่สงบในต่างประเทศนับตั้งแต่ปี 1939 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุดหรือประมาณ 3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน

ลุ้นสงครามคลี่คลายเร็ว-ไม่ลุกลาม

บล.ทิสโก้ ขอสังเกตการตอบสนองเชิงลบต่อเหตุการณ์ในระยะหลังๆ หรือ 5 ครั้งล่าสุดจะปรับตัวลงเฉลี่ยเพียง -3.3% และใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์แตะจุดต่ำสุด นอกจากนี้ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่สงบในระยะหลังจะเป็นเหตุการณ์ที่จำกัดวง-ไม่ลุกลามบานปลายเป็นสงครามในวงกว้าง

มุมมองของ บล.ทิสโก้ ต่อแนวโน้ม "ราคาน้ำมัน" ในระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจุบันราว 5-10 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล

ขณะที่ "ราคาทองคำ" บล.ทิสโก้ มองมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้น เป้าหมายทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์

กลุ่มหลักคาดได้ประโยชน์-เสียประโยชน์

🟢กลุ่มพลังงานต้นน้ำ คาดได้ประโยชน์เชิงบวก จากการวิเคราะห์ของเรา ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล จะมีผลต่อ NAV ของ PTTEP ประมาณ 3 บาท/หุ้น หุ้นเด่น PTTEP, PTT

🟢กลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, IRPC, PTTGC) มีแนวโน้มได้รับผลบวกเช่นกัน แต่อาจถูกหักล้างบางส่วนหรือทั้งหมดหากราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น โดยเฉพาะเกรดจากตะวันออกกลาง รวมทั้งค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น

🔴กลุ่มเคมีภัณฑ์ (PTTGC, SCC) หากไม่รวมศักยภาพในการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบแนฟทาสูงขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อกำไร SCC ลดลง ขณะที่ PTTGC จะได้รับการชดเชยบางส่วนจากการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ

🔴กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR, PTG) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงที่อาจถูกแทรกแซงจากรัฐบาล เช่น การกำหนดเพดานราคา กลไกการอุดหนุนหรือควบคุมส่วนต่างกำไร

🔴กลุ่มสาธารณูปโภค (GULF, GPSC, BGRIM) อาจได้ผลเสีย จากราคาก๊าซ LNG อาจสูงขึ้นหากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจะสูงขึ้น และมีความเสี่ยงของการแทรกแซงอัตราค่าไฟฟ้า

🔴กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง (สายการบิน) คาดได้รับผลกระทบเชิงลบ จากการกังวลด้านความปลอดภัยในการเดินทาง การเปลี่ยนเส้นทางบิน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และการระมัดระวังการใช้จ่าย อาจกระทบต่อการฟื้นตัวการท่องเที่ยวไทยโดยโฉพาะในช่วงต้นปีนี้

🔴MINT เผชิญความอ่อนไหวสูงสุดด้วยความเสี่ยงประมาณ 5-6% จากฐานลูกค้าตะวันออกกลาง ในทางตรงข้าม CENTEL และ AWC มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยมีระดับความเสี่ยงต่ำกว่า 3% เนื่องจากพึ่งพาตลาดในประเทศและเอเชียตะวันออกเป็นหลัก

เช่นเดียวกับ ERW ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน เนื่องจากฐานรายได้ส่วนใหญ่มาจากโรงแรมในประเทศ.

สหรัฐ-อิสราเอลบุกโจมตีอิหร่านแบบเหนือความคาดหมาย

บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการร่วมโจมตีอิหร่านทางอากาศ โดยกำหนดเป้าหมายบนพื้นที่ของกองทัพ, จรวดมิสไซล์ และโรงงานที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์

ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคในรอบหลายปี มีรายงานว่าในการโจมตีดังกล่าวได้สังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่านหลายราย รวมถึงนาย Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของประเทศด้วย 

ขณะเดียวกันอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงจรวจมิสไซล์และใช้โดรนใส่อิสราเอลและฐานทหารของสหรัฐในพื้นที่อ่าวทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าสถานการณ์จะลุกลามออกไปเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาค และอาจทำให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกสะดุด

จากข้อมูลล่าสุดของ Energy Information Administration (EIA) ของสหรัฐ ผลผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านในเดือนมกราคมอยู่ที่ 3.34 MBD คิดเป็นประมาณ 4% ของอุปทานน้ำมันดิบทั้งโลก 

นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ออกมาเตือนว่าอาจจะไม่อนุญาตให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกสำคัญซึ่งถูกใช้ลำเลียงน้ำมันประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ไหลเวียนอยู่ทั่วโลก สร้างความหวาดวิตกให้กับผู้คนทั้งโลก

อัพกำไร PTTEP พุ่ง 23%

บล.เคจีไอ ประเมินภาพ "บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP" ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นอีก 23% เป็น 6.94 หมื่นล้านบาท และปี 2570 ขึ้นอีก 18% เป็น 6.60 หมื่นล้านบาท เนื่องจากฝ่ายวิเคราะห์ปรับใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นภายใต้ฉากทัศน์ว่ายังไม่มีปิดช่องแคบ Hormuz ถาวร ทำให้ปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในปีนี้จาก 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปีหน้าเป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ขณะที่ปรับเพิ่มสมมติฐานราคาระยะยาวจาก 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นในตะวันออกกลาง ทั้งนี้เมื่อเทียบกับในอดีต ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565

ราคาน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้นจาก 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 เป็น 98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันที่บุก และวิ่งขึ้นต่อเนื่องจนไปถึงจุดสูงสุดที่ 127 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 หรือประมาณสองสัปดาห์ต่อมา ก่อนที่จะทยอยขยับลดลงในช่วงหกเดือนหลังจากนั้น

เชียร์ซื้อ เคาะเป้า 150 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น PTTEP จาก "ถือ" เป็น "ซื้อ" และปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย DCF ปี 2569F จาก 120 บาท เป็น 150 บาท ใช้ WACC ที่ 9% และ terminal growth ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1% จาก 0.5%

โดยการปรับเพิ่มคำแนะนำและราคาเป้าหมายสะท้อนถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไร รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่สถานการณ์จะลุกลามขยายตัวออกไปในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอาจทำให้อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกสะดุด

ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากสมมติฐานปี 2569 ของฝ่ายวิเคราะห์จะทำให้ประมาณการกำไรของฝ่ายวิเคราะห์เพิ่มขึ้นประมาณ 5.4 พันล้านบาท คิดเป็น upside ประมาณ 8% จากประมาณการกำไรปี 2569.

ภาพ SETTRADE

ข่าวล่าสุด

ตร.คุมเข้ม 4 โซนเสี่ยง ยกระดับความปลอดภัย รับมือเหตุสู้รบตะวันออกกลาง