posttoday

เปิดฉบับเต็ม ‘ศาลอุทธรณ์ฯ’ยกฟ้องคดี‘บอร์ด ทอท.’แก้สัญญาดิวตี้ฟรี

16 เมษายน 2569

เปิดฉบับเต็ม ‘ศาลอุทธรณ์ฯ’ยกฟ้องคดี‘บอร์ด ทอท.’แก้สัญญาดิวตี้ฟรี ทำรัฐสูญรายได้ 4 หมื่นล้านบาท ไม่ปรากฎมีเจตนาพิเศษก่อความเสียหาย

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ศาลอุทธรณ์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้อ่านคำพิพากษาในคดีที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.นครนายก ยื่นฟ้อง คณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ‘บอร์ด ทอท.’ ทั้ง 14 คน เป็นจำเลย ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อ พ.ร.บ.ด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ , ความผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และความผิดต่อ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด

กรณีบอร์ด ทอท. มีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดเก็บเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ และอนุมัติการแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ในท่าอากาศยานของ ทอท. ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 4 หมื่นล้าน

โดยคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ ‘ยกฟ้อง’ โดยให้เหตุผลว่า นายชาญชัย ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง นั้น 

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายละเอียดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในคดีฟ้องบอร์ด ทอท. กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ในท่าอากาศยานของ ทอท. ดังนี้

ชี้‘ชาญชัย’ไม่มีอำนาจฟ้อง เหตุไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย

ศาลอุทธรณ์ (ความอาญา) คดีหมายเลขดำที่ อท 1012/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 23477/2568

โจทก์ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์

จำเลย นายประสงค์ พูนธเนศ ที่ 1 นายธวัชชัย อรัญญิก ที่ 2 ,นายธานินทร์ ผะเอม ที่ 3 ,นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ ที่ 4 ,นายมานิต นิธิประทีป ที่ 5 ,นายวราห์ ทองประสินธุ์ ที่ 6 ,นายสราวุธ เบญจกุล ที่ 7 ,พลอากาศเอกภานุพงศ์ เสยยงคะ ที่ 8 ,พลตำรวจเอกมนู เมฆหมอก ที่ 9 , นายกฤษณ์ เสสะเวช ที่ 10 ,นายกฤชเทพ สิมลี ที่ 11 ,นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ที่ 12 ,นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ที่ 13 และนายนิตินัย ศิริสมรรถการ ที่ 14

เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ,ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ,ความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ,ความผิดต่อ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ,ความผิดต่อ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง)

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ (นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์) ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

เห็นว่า ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11

เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย บุคคลทั่วไปจะอ้างความเป็นผู้เสียหายได้ ต่อเมื่อได้รับความเสียหายเป็นพิเศษจากการกระทำความผิดนั้นโดยตรง ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสิบสี่เป็นกรรมการบริหารของ ทอท. ร่วมกันกระทำความผิด โดยมีมติปรับลดค่าผลประโยชน์ตอบแทนที่จะได้รับจากกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ จำกัด ตามสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และประกอบกิจการโครงการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในสนามบินฯ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานภายในของ ทอท. เอง

โจทก์ถือครองหุ้นของ ทอท. เพียง 2,000 หุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 14,285,700,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.000014 เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก

แม้แต่ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 ยังจำกัดสิทธิของผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นน้อยกว่าร้อยละห้า (5) ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ไม่ให้มีสิทธินำคดีขึ้นฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนแทนบริษัท ในกรณีที่กรรมการคนใดกระทำการหรือละเว้นกระทำการใด อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท

ทั้งนี้ เป็นเพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์ ไม่ให้ผู้ถือหุ้นซึ่งมีสัดส่วนการถือครองหุ้นเพียงเล็กน้อยไม่ถึงร้อยละห้า (5) ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมดเข้าไปก้าวก่ายการบริหารงานของกรรมการในการบริหารกิจการของบริษัท ด้วยการใช้สิทธิดำเนินคดีกับกรรมการเป็นข้อต่อรองให้กรรมการบริหารกิจการของบริษัทไปตามความต้องการของตน

อีกทั้ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้อำนาจนายทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการบริษัทได้ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบริษัทฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 หรือกรรมการหรือพนักงานชั้นบริหารของบริษัท ดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ของบริษัท หรือกระทำการทุจริตต่อบริษัทหรือผู้ถือหุ้นของบริษัท ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 129

และเมื่อนายทะเบียนได้รับรายงานผลการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบแล้ว ให้ดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวตามมาตรา 132 (2)

จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้ให้อำนาจผู้ถือหุ้นดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ได้โดยตรง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งหรือหลายคน ซึ่งมีหุ้นรวมกันได้ไม่น้อยกว่าร้อยละห้า (5) ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมดต้องทำคำขอเป็นหนังสือให้นายทะเบียนแต่งตั้งผู้ตรวจสอบเพื่อดำเนินการตรวจสอบเสียก่อน

หากตรวจสอบแล้ว พบว่ามีการกระทำความผิดจริง ก็เป็นหน้าที่ของนายทะเบียนต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดต่อไป

ทำนองเดียวกันกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 19 (2) ที่บัญญัติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่บังคับใช้กฎหมายกับบุคคลที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535

โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นไม่ถึงร้อยละห้า (5) ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีอาญาจำเลยทั้งสิบสี่ในฐานะกรรมการของ ทอท. ในความผิดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ได้เอง

และทางไต่สวนได้ความว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะกรรมการ อันเป็นการบริหารกิจการของ ทอท. ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง จากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตของจำเลยทั้งสิบสี่ตามที่ฟ้อง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 นั้น ทางไต่สวนปรากฏว่า ขั้นตอนในการคัดเลือกหรือเสนอราคาเพื่อเข้าดำเนินกิจการกับ ทอท. เสร็จสิ้นไปนานแล้ว อีกทั้งโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เข้าร่วมคัดเลือกหรือเสนอราคาเพื่อเข้าเป็นคู่สัญญากับ ทอท.แต่อย่างใด

โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่ในความผิดฐานนี้เช่นกัน

ไม่ปรากฏ‘จำเลย’มีเจตนาพิเศษก่อความเสียหาย-ส่อไม่สุจริต

อย่างไรก็ดี ในการประชุมแต่ละครั้งตามที่โจทก์ (นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์) ฟ้อง จำเลยทั้งสิบสี่ มิได้มีมติให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ จำกัด เท่านั้น

แต่มีมติให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าทำสัญญาใช้พื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. ด้วย เพราะต่างก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ตามประกาศของรัฐบาลด้วยกันทุกราย

ซึ่งพยานหลักฐานจากทางไต่สวน ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสี่ มีเจตนาพิเศษเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดและไม่ปรากฎพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่สุจริต

คดีโจทก์จึงไม่มีมูล และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นฟ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

เหล่านี้ เป็นรายละเอียดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในคดีบอร์ด ทอท. แก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าดิวตี้ฟรี และการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ในสนามบินของ ทอท. ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 4 หมื่นล้านบาท และต้องติดตามกันต่อไปว่า หากมีการสู้คดีกันในชั้น ‘ศาลฎีกา’ แล้วคดีนี้จะมีบทสรุปอย่างไร?

ที่มา: https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/146461-Court-of-Appeal-cleared-the-AOT-board-over-duty-free-contract-amendment-case-report.html#

ข่าวล่าสุด

กบน.เคาะ ปรับลดราคาดีเซล 1.50 บาท และเบนซิน 0.50 บาท มีผล 17 เม.ย.