ตลาดหุ้นไทยเด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด PE พุ่ง 15 เท่า แพงกว่าภูมิภาค
หุ้นไทย เด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด ผลงานโดดเด่น เป็น 1 ในเอเชีย ขึ้นแรงเกิน 10% ดัน PE พุ่ง 15 เท่า เริ่มแพงเทียบภูมิภาค ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำ 1.5-2%
KEY
POINTS
- ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นทะลุ 1,400 จุด ตอบรับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง
- การปรับตัวขึ้นของตลาดส่งผลให้ค่า Forward PE สูงขึ้นถึงระดับ 15 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าราคาหุ้นเริ่มมีความตึงตัว
- เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค มูลค่าหุ้นไทยถือว่าแพงกว่าทั้งฮ่องกงและฟิลิปปินส์ สวนทางกับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำ
ภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ดัชนี SET INDEX ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
โดยวันที่ 9 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 3.46% มาอยู่ที่ 1,400.89 จุด
จากนั้นวันที่ 10 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 9.55 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.68% มาอยู่ที่ 1,410.44 จุด
และในวันนี้ (11 ก.พ.2569) ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 1.26 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.09% มาอยู่ที่ 1,411.70 จุด
“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย บล.พาย ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของ SET INDEX ดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับสถิติในอดีตที่มักจะมีการปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและตัวเลขทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรือใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในเชิงการเมือง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพและอาจดำรงตำแหน่งได้จนครบวาระเนื่องจากครองเสียงข้างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม หรือพรรคเล็กอื่นๆ
นโยบายหลักที่ถูกจับตามองคือ “คนละครึ่ง (พลัส)” ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มต่างๆ ดังนี้
- กลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะหุ้นต้นน้ำอย่าง CPAXT และกลุ่มศูนย์การค้าอย่าง CPN
- กลุ่มธนาคารและการเงิน อานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ส่งผลดีต่อหุ้นอย่าง BBL, KBANK, MTC และ SAWAD
ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและปัจจัยฉุดรั้ง
แม้จะมีปัจจัยบวกทางการเมือง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำเพียง 1.5-2% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก
- หนี้ครัวเรือนในระดับสูง กดดันการบริโภคภายในประเทศและการสร้างหนี้ใหม่ทำได้ยาก สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง
- ข้อจำกัดทางการคลัง งบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำ และระดับหนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ทำให้การกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด
- ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่แน่นอน แม้จะเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีก่อนหน้ามีการลดลง และปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด
การประเมินมูลค่า (Valuation) และความท้าทายในระยะสั้น
เมื่อพิจารณาในด้านระดับราคา (Valuation) พบว่า SET INDEX ที่ระดับ 1400 +/- เริ่มมีความตึงตัว โดยมี Forward PE อยู่ที่ 14.7-15 เท่า ซึ่งถือว่า “ไม่ถูก” เมื่อเทียบกับปัจจัยแวดล้อมดังนี้
- เปรียบเทียบกับภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยมี PE สูงกว่าตลาดหุ้น Hang Seng (13 เท่า) และฟิลิปปินส์ (10 เท่า) ทั้งที่ทั้งสองตลาดมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า SET INDEX
- เปรียบเทียบกับเศรษฐกิจไทย ขยายตัวต่ำเพียง 1.5-2%
นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ตลาดกำลังเผชิญกับคาดการณ์กำไรที่ไม่สดใส โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CRC และ CPAXT ที่คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ในขณะนี้ ตลาดหุ้นไทยได้ตอบรับ (Price In) ปัจจัยบวกด้านการเมืองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อจากนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมเท่าใดนักเมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำและความเสี่ยงจากผลประกอบการที่กำลังจะประกาศออกมา
ปีนี้หุ้นไทยโดดเด่น เป็น 1 ในตลาดเอเชีย ขึ้นแรงเกิน 10%
ในอีกด้านหนึ่ง บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาพรวมผลตอบแทนของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ต้นปี (YTD) ถือว่ามีความคึกคักอย่างมาก โดยมี 4 ตลาดหลัก ที่ทำผลงานได้โดดเด่นและให้ผลตอบแทนเป็นบวกเกิน 10% ได้แก่
- เกาหลีใต้ ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดด้วยผลตอบแทนสูงถึง +25%1
- ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน ให้ผลตอบแทนเท่ากันที่ +14%1
- ไทย (SET Index) ตามมาด้วยผลตอบแทน +12%
สะท้อนให้เห็นถึงแรงหนุนและความเชื่อมั่นของ Flow ต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้นกว่าปีก่อน
เศรษฐกิจไทยปี 69 จากการบริโภคสู่การลงทุน
ในมุมของนโยบายเศรษฐกิจไทย คุณเอกนิติ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลตั้งเป้าประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่2%โดยวางกลยุทธ์หลักให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยมุ่งเน้นทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) เพื่อสร้างรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน
อีกทั้งเตรียมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมาตรการลดหย่อนภาษีโดยจะไม่มีการต่ออายุโครงการกระตุ้นการบริโภคแบบเดิมอย่าง “ช้อปดีมีคืน” หรือ “EASY E-RECEIPT” และเตรียมผลักดันโครงการ “บัญชีการออมส่วนบุคคล” หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) เข้ามาแทนที่ โดยเปลี่ยนจากการกระตุ้นให้ “ใช้จ่าย” (Consumption) มาเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน “ออมเงิน” (Saving) เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวแทน
สถานะของไทยในเวทีโลกและภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำ GDP Growth ไทยปี 2569 เปรียบเทียบกับข้อมูลจาก IMFของประเทศอื่นๆ(ตามกราฟ) จะเห็นว่าแม้ไทยจะมีการเติบโตที่เป็นบวก แต่ยังตามหลังเพื่อนบ้านในกลุ่ม Emerging Market อย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน แต่ยังคงดูดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ หรือ ยุโรป ในแง่ของอัตราการขยายตัว YoY ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงความกังวลในภาพรวมของการเติบโตเศรษฐกิจ
แม้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยจะมีความคึกคักและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังคงเผชิญกับความกังวลในเรื่องอัตราการเติบโตที่ยังไม่สูงเท่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้การเร่งผลักดันนโยบาย "ปีแห่งการลงทุน" และการปรับโครงสร้างการออมผ่าน TISA กลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว


