อยู่รอดก่อนรวย! 4 กูรูหุ้นชี้การบ้านเร่งด่วน 'รัฐบาลใหม่-ตลท.' ฟื้นศรัทธาก่อนเงินลงทุนไหลกลับ
ตลาดหุ้นไทยซึมยาวกว่า 3 ปี ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ "รัฐบาลใหม่และตลาดทุน" ต้องเร่งเรียก TRUST คืนมาให้ได้ นักลงทุน VI เห็นตรงกัน "ตลาดแย่ ≠ ไม่มีโอกาส" หากเลือกหุ้นถูกตัว วางพอร์ตถูกทาง และเน้นปันผล ความผันผวนอาจกลายเป็นเครื่องผลิตเงินในระยะยาว
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยซึมยาวกว่า 3 ปี ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ "รัฐบาลใหม่และตลาดทุน" ต้องเร่งเรียก TRUST คืนมาให้ได้
- นักลงทุน VI เห็นตรงกัน "ตลาดแย่ ≠ ไม่มีโอกาส" หากเลือกหุ้นถูกตัว วางพอร์ตถูกทาง
- เน้นปันผล ความผันผวนอาจกลายเป็นเครื่องผลิตเงินในระยะยาว
ตลาดหุ้นไทยไม่ได้แพ้เพราะตัวเลข แต่แพ้เพราะความเชื่อมั่น!
ในวันที่ดัชนียืนแถว 1,300 จุดแบบไร้แรง และตลาดติดลบยาวนานถึง 3 ปีติดต่อกัน คำถามที่นักลงทุนอยากรู้ไม่ใช่แค่หุ้นจะขึ้นเมื่อไหร่ ? แต่คือ รัฐบาลใหม่และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำแผนอะไร "ทันที" เพื่อหยุดเลือดที่ไหลไม่หยุดนี้
เงินไม่ได้หายไปจากโลกการลงทุน แต่เลือกไม่อยู่ในตลาดหุ้นไทย เพราะเมื่อความไว้ใจสั่นคลอน ตั้งแต่ธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน ไปจนถึงนโยบายรัฐที่ยังไม่ชัด ตลาดจึงกลายเป็นสนามที่นักลงทุนต้องเอาตัวให้รอด มากกว่าจะเป็นพื้นที่สร้างความมั่งคั่ง
ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากเซียนหุ้นสายคุณค่าหลายรุ่น บทสรุปกลับตรงกันอย่างน่าตกใจ ตลาดแย่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่การปล่อยให้ความเชื่อมั่นพัง คือความเสี่ยงที่ประเทศแบกรับไม่ไหว
และนี่คือสัญญาณเตือนตรงถึงรัฐบาลใหม่และตลาดหลักทรัพย์ฯ หากยังไม่เร่ง "กู้ศรัทธา" วันนี้ หุ้นไทยอาจไม่ตายทันที แต่จะค่อยๆถูกทอดทิ้ง จนไม่มีใครอยากออมเงินเพื่ออนาคตอีกต่อไป
ตลาดแย่ ≠ ไม่มีโอกาส
"ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง" นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ThaiVI) เปิดมุมมองกับ "โพสต์ทูเดย์" ว่า ตลาดหุ้นไทยอยู่ในสภาวะติดลบต่อเนื่องมาประมาณ 3 ปี ซึ่งหากมองในภาพรวมอาจจะดูไม่น่าดึงดูดนัก
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายตัวจะเริ่มเห็นโอกาสในหุ้นที่มีกำไร มีมูลค่าดี และราคาไม่แพง โดยเฉพาะหุ้นที่จ่ายเงินปันผลในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มองหา Passive Income หรือเครื่องผลิตเงินเพื่อการเกษียณ แหล่งข้อมูลแนะนำให้เริ่มศึกษาจากหุ้นในกลุ่ม SETHD เพื่อดูผลตอบแทนจากเงินปันผลในระยะยาว
ในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง สำหรับนักลงทุนแนว VI ความผันผวนคือโอกาสมากกว่าความน่ากังวล สิ่งสำคัญคือการบริหารความเสี่ยงที่ดี เช่น ไม่ลงทุนกระจุกตัวจนเกินไป ไม่ใช้ Margin เยอะ และควรมีเงินสดสำรองไว้ระดับหนึ่ง หากเป็น "เงินเย็น" ที่บริหารจัดการมาอย่างดี ความผันผวนจะกลายเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นดีที่ผ่านการคัดกรองมาแล้ว
กลยุทธ์การเลือกหุ้นและการจัดพอร์ต ควรเลือกหุ้นที่เรากำไรตั้งแต่วันที่ซื้อ คือหาหุ้นที่ดีในราคาที่ไม่แพงเกินไปและมีปันผลที่ดี โดยให้ความสำคัญกับความแน่นอนของกำไรมาเป็นอันดับแรก ตามด้วยเรื่องปันผลและความถูกแพงของราคา
ส่วนเรื่องการเติบโต (Growth) เป็นปัจจัยเสริม แม้ตลาดไทยตอนนี้อาจไม่ใช่จังหวะในการสร้างความมั่งคั่งแบบก้าวกระโดดแต่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจและมั่นคงได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
ทั้งนี้ส่วนตัวลงทุนในหุ้นตัวเล็ก Market Cap ประมาณ 5,000 ล้านบาท มักไม่ได้รับความสนใจจากกองทุนขนาดใหญ่ ทำให้มีโอกาสซ่อนอยู่ แม้ต้องยอมรับเรื่องสภาพคล่องที่น้อย
แต่ในระยะยาว "ผลกำไรคือเจ้ามือที่แท้จริง" หากกิจการเติบโตได้จริง 2-3 เท่าภายใน 5-10 ปี สุดท้ายนักลงทุนจะมองเห็นโอกาสและเข้ามาซื้อเอง
"ส่วนตัวแบ่งสัดส่วนการลงทุนหลักๆไว้ที่หุ้นไทยประมาณ 40-50% และหุ้นเวียดนามประมาณ 30-40% ส่วนที่เหลือถือเป็นเงินสด ซึ่งตลาดเวียดนามมีศักยภาพในการเติบโตที่แรงกว่าไทย แต่การลงทุนในเวียดนามต้องใช้ Playbook หรือวิธีการที่แตกต่างจากการลงทุนในไทย เนื่องจากความยากง่ายและลักษณะเฉพาะของตลาดไม่เหมือนกัน ในปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากตลาดเวียดนามที่บวกประมาณ 20% สามารถช่วยพยุงพอร์ตในช่วงที่ตลาดไทยติดลบได้"
สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ สิ่งที่อยากแนะนำมีหลักการสำคัญ 2 ข้อ คือ
- อย่าลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้เพียงเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นหรือซื้อตามกระแส
- พัฒนาตัวเองและหาความรู้สม่ำเสมอ
นอกจากนี้ แนะนำให้อ่านหนังสือ "The Intelligent Investor" ฉบับแปลไทยอ่านไม่ยาก ซึ่ง Benjamin Graham เขียน และ Warren Buffett ยกย่องว่าเป็นหนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด แม้เนื้อหาจะผ่านมาหลาย 10 ปี แต่หลักการยังสามารถใช้ได้ดีในปัจจุบัน
"ปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาดทุนในปัจจุบันที่ต้องแก้ไขคือเรื่องของ TRUST หรือความไว้วางใจ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากขาดความเชื่อมั่นเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริหารบางส่วนที่นำเงินไปใช้ในทางที่ผิด แม้ผู้บริหารส่วนใหญ่ประมาณ 96% จะตั้งใจทำงานและมีธรรมาภิบาล แต่เหตุการณ์ส่วนน้อยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวม ซึ่งตลาดหลักทรัพย์กำลังพยายามใช้หลายนโยบายเพื่อแก้ไขเรื่องนี้"
ถามว่า..สิ่งที่รัฐบาลใหม่และตลาดหุ้นไทยต้องทำทันทีคืออะไร ?
คุณภาคภูมิ มองว่าสิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องส่งเสริมให้คนไทยออมเงินในวัยเกษียณในตลาดหุ้น ในวันนี้ตนเห็นว่าตลาดหุ้นไทยจริงๆอาจจะไม่ได้เป็นตลาดที่เติบโตมากมาย ไม่ได้มีหุ้น AI เปลี่ยนโลกอะไรขนาดนั้น
แต่ราคาหุ้นในวันนี้คิดว่ามันลงมาพอที่หลายคนที่เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณมีเงินเก็บและสามารถซื้อกองทุน หรือซื้อหุ้นรายตัวที่ได้ปันผลดี 7-8% ถือเป็นทางเลือกที่เราจะสามารถสร้าง passive income ได้ในวัยเกษียณ
อีกอย่างหนึ่งที่อยากให้ทำทันทีก็คือเรื่องของ scammer เพราะมีเยอะมากเลยที่คนแอบอ้างเป็นนักลงทุนหรือแอบอ้างเป็นกูรูในการไปหลอกเงิน ทำให้คนที่จะออมเงินในวัยเกษียณเสียเงินเยอะแยะมากมาย อยากให้แก้ปัญหาตรงนี้ ให้ความรู้กับตัวนักลงทุน public ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มีช่องทางในการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนมีทางเลือก อยากจะออมในวัยเกษียณ
อยู่รอดก่อนรวย
"วิบูลย์ พึงประเสริฐ" นักลงทุนเน้นคุณค่า ให้มุมมองกับ "โพสต์ทูเดย์" เกี่ยวกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและกลยุทธ์การลงทุน โดยสิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำทันทีเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ เสนอแนะประเด็นสำคัญ 2 เรื่องหลักที่รัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการเพื่อความอยู่รอดของประเทศ
เรื่องแรก คือ "แก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง" ปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีอยู่ทุกภาคส่วน หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ประเทศจะจมอยู่กับปัญหาเดิมไปอีกหลาย 10 ปี แต่หากแก้ได้ ประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อได้
เรื่องที่สอง คือ "เร่งทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศมหาอำนาจ" ไทยจำเป็นต้องทำ FTA กับยุโรป อินเดีย และกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เพราะปัจจุบันเราเสียเปรียบเวียดนามและสิงคโปร์อย่างมาก เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมี FTA กับเกือบทั่วโลกทำให้ส่งออกสินค้าได้โดยภาษี 0% ในขณะที่ไทยยังต้องเสียภาษีสูงถึง 10-20% ทำให้แข่งขันได้ยากและนักลงทุนต่างชาติเลือกไปลงทุนในประเทศคู่แข่งแทน
ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าตลาดหุ้นเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจ ดังนั้นการจะทำให้ตลาดหุ้นดีขึ้นได้ต้องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการพัฒนาเครื่องมือให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เช่น DR, กองทุนต่างประเทศ และ ETF ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้หลากหลายกว่าในอดีต
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนในสภาวะปัจจุบัน ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน นักลงทุนควรเน้นการ "เอาตัวให้รอด" โดยใช้กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบกองหลังและกองหน้า
- หุ้นไทยเปรียบเสมือน "กองหลัง" ให้เน้นหุ้นตัวใหญ่ที่จ่ายปันผลสูง 5-8% และมีราคาถูก PE ต่ำประมาณ 7-10 เท่า ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้มักจะมั่นคงและเจ๊งยาก เหมาะสำหรับการป้องกันพอร์ต
- หุ้นต่างประเทศเปรียบเสมือน "กองหน้า" เพื่อเน้นการเติบโต เนื่องจากหุ้นไทยเติบโต 10-20% ได้ยากในปัจจุบัน
นักลงทุนที่ต้องการลงทุนต่างประเทศ ทำผ่านเครื่องมือในไทย เช่น DR หรือ ETF ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ในไทย เพราะจะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจสูงถึง 30% เมื่อนำเงินกลับเข้าประเทศ แตกต่างจากการไปเปิดพอร์ตลงทุนในต่างประเทศโดยตรงที่ต้องเผชิญกับภาระภาษีและขั้นตอนที่ยุ่งยาก
"แม้จะคาดเดาไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อไหร่ แต่นักลงทุนต้องรักษาวินัยและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว"
หุ้นไทยไม่โต แต่ยังไม่ตาย
"อธิป กีรติพิชญ์" นักลงทุนเน้นคุณค่า เจ้าของเพจ นิ้วโป้ง Fundamental VI ยอมรับกับ "โพสต์ทูเดย์" เช่นกันว่า ตลาดหุ้นไทยย่ำแย่ติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อและเกินความคาดหมาย
ดัชนีที่ระดับ 1,300 จุด เป็นตัวเลขที่ลวงตา เพราะหากถอดหุ้นตัวใหญ่อย่าง Delta และ ADVANC ออก ดัชนีจริงๆจะแย่กว่าที่เห็นมาก แม้ภาพรวมจะดูไม่ดี แต่หุ้นไทยหลายตัวถูกเทขายลงมาจนราคาต่ำมาก และมีข้อดีที่ชัดเจนคือ "เงินปันผล" ซึ่งหุ้นที่ให้ปันผลระดับ 4-5% มีอยู่เต็มตลาด
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้วางหมากการลงทุนโดยแยกวัตถุประสงค์ของแต่ละตลาดออกจากกัน เพื่อให้พอร์ตการลงทุนรอดพ้นจากสถานการณ์นี้
- หุ้นไทย ใช้หุ้นไทยในการสร้างพอร์ตเพื่อหวังเงินปันผล (Dividend) เนื่องจากหุ้นหลายตัวมีพื้นฐานดีและจ่ายปันผลสูง
- หุ้นต่างประเทศ หากต้องการการเติบโตของเงินต้น (Growth) แนะนำให้ไปลงทุนในต่างประเทศ โดยส่วนตัวพี่นิ้วโป้งลงทุนในหุ้นฮ่องกงและหุ้นเทคโนโลยีจีน
- เทรนด์ที่น่าสนใจ เชื่อมั่นในกระแสของ AI (Artificial Intelligence), พลังงานสะอาด (Clean Energy) และ E-commerce
คุณอธิปมีความเชื่อส่วนตัวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยควรจะกลับมาเป็นสีเขียวและไม่ควรจะติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แม้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความผันผวนทางการเมืองสูงจากการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหลายคน แต่เชื่อว่าประเทศไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นและยังมีหวังที่จะฟื้นตัวได้
หวังรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ
"เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส จำกัด เปิดใจกับ "โพสต์ทูเดย์" ว่า สิ่งที่ต้องการเห็นจากภาครัฐคือการทำให้เศรษฐกิจผ่านพ้นจุดต่ำสุดและสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการเติบโตในระยะยาว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้มาตรการกระตุ้นหรือส่งเสริมการลงทุนต่างๆ
ในด้านของตลาดทุน สิ่งสำคัญคือการมีเม็ดเงินเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้ตลาดขับเคลื่อนไปได้ โดยตั้งเป้าหมายให้มีปริมาณการซื้อขาย (turnover) เกินกว่า 70% ซึ่งแนวทางในการบรรลุเป้าหมายนี้ประกอบด้วย
- การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
- มาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น การนำเสนอหรือต่อยอดกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น กองทุน Thai ESG
- การปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการภาษีเหล่านี้เพื่อให้มีเม็ดเงินก้อนใหญ่ไหลเข้ามากระตุ้นตลาดได้มากขึ้น
นอกเหนือจากมาตรการทางภาษีและการสนับสนุนจากภาครัฐ การสร้างความเชื่อมั่นในด้านอื่นๆก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนตลาดให้เดินหน้าต่อไปได้.


