KTC ปี 68 กวาดกำไร 7,782 ล้าน โต 4.6% ปักธงปี 69 กำไรมากกว่าปี 68
KTC โชว์ปี 68 กำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท โต 4.6% วางเป้าปี 69 กำไรสุทธิมากกว่าปี 68 พอร์ตสินเชื่อรวมโต 1-2% คุม NPL ไม่เกิน 2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโต 5% พอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลโต 2%
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รายงานผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากปี 2567 สะท้อนความแข็งแกร่งของกลยุทธ์บริหารสินเชื่อและการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล
ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.9% จากปี 2567 ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 17,239 ล้านบาท ลดลง 5.23% จากปี 2567 จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง เป็นผลมาจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากเงินกู้ยืมที่ลดลง
โดยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขายที่กระตุ้นปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และจัดหาสมาชิกใหม่ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมอยู่ที่ 34.8% ปรับลงเล็กน้อยจาก 35.0%
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มบริษัทยังคงความสามารถในการบริหารจัดการได้ดี รักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ โดยมี Credit Cost สำหรับปี 2568 อยู่ที่ 5.3% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 6.1%
นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคจะหดตัว จากความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.2568) ยังครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567
โดยสัดส่วนปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ที่ 13.6% เพิ่มขึ้นจาก 13.1% ในขณะที่สัดส่วนลูกหนี้บัตรเครดิตเทียบกับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 14.9% จาก 14.3% และสัดส่วนของลูกหนี้สินเชื่อบุคคล (ไม่รวมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน) เทียบกับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 4.2% จาก 4.1%
“ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง แต่กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงสร้างผลกำไรสุทธิสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินงาน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี"
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2568 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เคทีซีมีสมาชิกรวม 3,673,244 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 111,585 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% NPL Ratio อยู่ที่ 1.79%
โดยสมาชิกบัตรเครดิตมีจำนวน 2,964,426 บัตร เพิ่มขึ้น 5.9% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวมมีมูลค่า 73,876 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.1% อัตราการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2568 อยู่ที่ 3.6% NPL Ratio บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.09%
สมาชิกสินเชื่อบุคคล 708,818 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.9% คิดเป็นเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 36,202 ล้านบาท ขยายตัว 3.2% (รวมเงินให้สินเชื่อเคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน) NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55%
สำหรับสินเชื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามูลค่า 1,507 ล้านบาท ลดลง 28.6% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนส.ค.2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้ และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น
ด้านสภาพคล่อง กลุ่มบริษัทเคทีซีมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้คงเหลือ (Available Credit Line) ทั้งสิ้น 20,470 ล้านบาท และมีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในปี 2569 ทั้งสิ้น 15,830 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด และมีสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก
ในปี 2569 บริษัทพร้อมจะเดินหน้ารักษาความแข็งแกร่งของพอร์ตลูกหนี้ เพิ่มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างมีคุณค่าและสมเหตุสมผลให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเริ่มใช้ระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า สนับสนุนการเติบโตของสองธุรกิจหลัก คือ บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจนายหน้าประกันภัยเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงรอบด้านอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ข้อมูลและระบบวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อรักษาคุณภาพหนี้และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
“คาดว่าในปี 2569 บริษัทจะมีกำไรสุทธิมากกว่าปี 2568 พอร์ตสินเชื่อรวมเติบโตประมาณ 1-2% และคุม NPL ไม่เกิน 2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต 5% และพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโต 2% อย่างไรก็ตาม หากในปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง เคทีซีเชื่อว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าที่ประมาณการไว้”
นางพิทยา กล่าวถึงความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ว่า ปัจจุบันบริษัทเริ่มดำเนินงาน ด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกัน เพื่อจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่าง ๆ ของเคทีซี ให้กับสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลของบริษัท โดยเน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด และยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัยโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
รวมถึงการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม การนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยมีเป้าหมายการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นขยายตัวอย่างรอบคอบ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าการบริการให้แก่ลูกค้าและช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่บริษัท
เคทีซียังคงดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางประกาศของ ธปท. ที่ 3/2568 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) โดยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้แต่ละรายให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และไม่ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เดิมเกินสมควร คลิกดูรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้ที่ลิงก์ https://www.ktc.co.th/about/news/measure
อีกทั้งในฐานะที่เคทีซีเป็น Non-Bank ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ได้ให้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เพื่อสนับสนุนลูกหนี้กลุ่มเปราะบางให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเมื่อรายได้ฟื้นตัว ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ โดยได้ปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568
นอกจากนี้ เมื่อมีสถานการณ์ที่ลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยต่าง ๆ เช่น อุทกภัยในภาคใต้ เป็นต้น เคทีซีได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำหรือการปรับลดค่างวดลง โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว เพื่อช่วยบรรเทาภาระและช่วยให้สามารถฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็ว
ล่าสุด บริษัทเข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเป็นกรณีที่เคทีซีขายหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของลูกหนี้รายย่อยที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) นับแต่วันครบกำหนดชำระ ซึ่งลูกหนี้ดังกล่าวมีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงินและทุกประเภทสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนและลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ โดยโครงการฯ เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านช่องทางของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า การดำเนินตามโครงการฯ ดังกล่าว หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท รวมถึงบริษัทได้มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้ไว้ครบถ้วนแล้ว


