SET ลงต่อ หากรีบาวด์ยังไม่พ้นแนวต้าน 1247/1252 จุด ติดตาม CPI สหรัฐฯ คืนนี้
SET แกว่งตัวลงต่อ หากรีบาวด์ไม่พ้นแนวต้าน 1247/1252 จุด ธปท. ลดอัตรานำส่ง FIDF เป็น Sentiment เชิงบวก ติดตาม CPI สหรัฐฯ คืนนี้ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ KTB และ TRUE
KEY
POINTS
- SET มีความเสี่ยงปรับตัวลงต่อ หากการฟื้นตัวยังไม่สามารถผ่านแนวต้านสำคัญที่ 1247/1252 จุดไปได้ โดยมีแนวรับถัดไปที่ 1239 และ 1230 จุด
- ปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในคืนนี้ คือการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางตลาด
- กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เลือกลงทุน (Selective Buy) ชูหุ้น KTB และ TRUE
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งตัวลงต่อ หากรีบาวด์ยังไม่พ้นแนวต้าน ธปท. ประกาศลดเงินนำส่งเข้า FIDF จาก 0.46% เหลือ 0.32% ในปี 2569 หนุนจิตวิทยาหุ้นกลุ่มธนาคารสั้น ปัจจัยภายนอก ติดตาม ตัวเลข CPI สหรัฐฯ ในคืนนี้ ตลาดคาดว่าจะทรงตัวที่ 2.7% และเชื่อว่าเฟดยังคงดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนนี้ ทางเทคนิค ตลาดปรับตัวลงหลุด 1250/1244 ทำให้ความเสี่ยงขาลงเปิด หากยังไม่สามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1247/1252 ได้ยังคงมีความเสี่ยงขาลง มีแนวรับถัดไปที่ 1239/1230
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1230-1300 จุด ปัจจัยในประเทศติดตามนโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อความคาดหวังเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศจบไตรมาส 4/2568 ของกลุ่มธนาคาร ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ซึ่งอาจมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจมีคำตัดสินคดีภาษีทรัมป์ในวันที่ 14 ม.ค. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและเหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านที่มีผลต่อ ความผันผวนของราคาน้ำมัน, กรณี ปธน. ทรัมป์ ส่งสัญญาณต้องการให้สหรัฐฯ ครอบครองกรีนแลนด์ที่อาจกดดันความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ยุโรป ตึงเครียดเพิ่มขึ้น รวมทั้งจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ CPI, PPI และยอดค้าปลีก
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ "Selective Buy" ใน 3 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้
1.หุ้น Earning Earning Play ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และแนะนำ Outperform หุ้นพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนต้มกำไรก็ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
2.หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผล สำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปัผลสม่ำเสมอ โดยคาดไห้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 2568 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผล จากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งได้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI TLI
3.หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ 2 ครั้ง อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลงตามการะหนี้สิน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลดลง หรือกำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น แนะนำ AP MTC รวมทั้งหุ้นกลุ่ม REITS แนะนำ DIF FTREIT LHHOTEL
4.Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเกิดกำไร แนะนำ (1) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากเหตุประท้วงในอิหร่านซึ่งกดดันตลาดกังวลอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางชะงักงัน แนะนํา PTTEP PTT และหุ้นที่คาดได้ประโยชน์หากสหรัฐยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลาทำให้มีโอกาสกลับมานำเข้าน้ำมันเวเนซุเอลา แนะนำ TASCO 2) หุ้นที่คาดได้ Sentiment บวกเชิงจิตวิทยาระยะสั้น หากศาลสูงสุดตัดสิน ปธน.ทรัมป์ ผิดในกรณีเรียกเก็บภาษีศุลกากร แนะนำ กลุ่มนิคม (AMATA WHA FTREIT) กลุ่มเกษตร (TU ITC) กลุ่มยาง (STA STGT NER) กลุ่มเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) และ 3) หุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์จาก Election Rally เพราะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL TNP) กลุ่มอาหาร (GFPT CBG OSP) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW)
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ KTB มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจาก ธปท. ประกาศลดเงินนำส่ง FIDF ปีนี้สู่ 0.32% ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลดลงของต้นทุน อีกทั้ง KTB ยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำ และ ROE สูงกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่อื่น ๆ พร้อมคาดให้ Div. Yield สูงราว ปีละ 7.5% ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 29.50 บาท
TRUE มองราคาหุ้นมีปัจจัยหนุนจากโมเมนตัมกำไรที่จะเติบโตแข็งแกร่ง โดยไตรมาส 4/2568 คาดกำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 33.4%YoY และ 2.7%QoQ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และการรับรู้ประโยชน์เต็มไตรมาสจากต้นทุนคลื่นความที่ที่ลดลง ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 11.50 บาท


