posttoday

SCC ในวันที่ไร้เงา NocNoc - ปิโตรฯไร้แรงเหวี่ยง ฉุดงบไตรมาส 4/68 แค่ไหน ?

12 มกราคม 2569

มุมมองแตก! SCC เจอพายุปิโตเคมีทรุด ขาดทุน LSP - NocNoc ฉุดผลงานไตรมาส 4/2568 แนวโน้มปี 2569 เผชิญซัพพลายใหม่จีนกระแทก แม้บางโบรกฯเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาส 1/2569

KEY

POINTS

  • มุมมองแตก! SCC เจอพายุปิโตเคมีทรุด ขาดทุน LSP - NocNoc ฉุดผลงานไตรมาส 4/2568
  • แนวโน้มปี 2569 เผชิญซัพพลายใหม่จีนกระแทก
  • แม้บางโบรกฯเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาส 1/2569

ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น "บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC" ปิดการซื้อขายในช่วงเช้านี้ (9 ม.ค. 2568) อยู่ที่ 194.50 บาท ลดลง 4.50 บาท คิดเป็น -2.26% มูลค่าการซื้อขาย 253.33 ล้านบาท ราคาขึ้นสูงสุด 200 บาท และลดลงต่ำสุด 193.50 บาท

บล.ทิสโก้ แนะนำ “ขาย” มูลค่าที่เหมาะสม 146.00 บาท ความคาดหวังเกี่ยวกับราคาน้ำมันดิบที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ล่าสุดในเวเนซุเอลา ไม่น่าจะนำไปสู่การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญสำหรับธุรกิจเคมีภัณฑ์ 

ประการแรก ผลกระทบในทันทีส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปลายทางน้ำมันของเวเนซุเอลา ในระยะยาว Jefferies คาดการณ์ว่าเวเนซุเอลาอาจเพิ่มผลผลิตได้ประมาณ 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายใน 3-5 ปี

แต่การเพิ่มขึ้นมากกว่านั้นจะเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่ามาก และต้องอาศัยการลงทุนครั้งใหญ่ในภาคต้นน้ำ กลางน้ำ และพลังงาน (LatAm Octant #20: New Chapter for Venezuela Oil Sector, Alejandro Anibal Demichelis, 4 ม.ค.2026)

ประการที่สอง คาดว่าการลดลงของมาร์จิ้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์จะมากกว่าผลประโยชน์ใดๆ จากต้นทุนแนฟทาที่ลดลง การเพิ่ม capacity จะเร่งตัวขึ้นในปี 2026F โดยการเพิ่มกำลังการผลิต PE ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตชาวจีนที่มีต้นทุนแข่งขันได้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8 เท่าจากระดับปี 2568 และสูงขึ้นอีก 1.7 เท่าในปี 2570 เมื่อเทียบกับปี 2569 ความต้องการยังคงเปราะบาง Jefferies ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอในจีนและการสะสมสินค้าคงคลังที่สูงกว่ายอดสั่งซื้อ โดยลูกค้ามีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การลดสินค้าคงคลังในช่วง 1H26 (Commodity Chemicals Survey: Inventory Concerns Persist, Price Signals Mixed, Laurence Alexander, 1 Dec 2025)

ประการที่สาม การขาดทุนจากโรงงานปิโตรเคมีหลงซอน (LSP) ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 12 พันล้านบาท ไม่ว่าจะดำเนินการต่อหรือหยุดดำเนินการ จะยังคงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการตลอดปี 2569

Q4/68 ยังท้าทาย

คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/68 จะเน้นย้ำถึงความท้าทายในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของ SCC แม้จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นดำเนินการที่ LSP และผลกระทบเชิงลบจากสินค้าคงคลังที่น้อยลง ฝ่ายวิจัยยังคงคาดการณ์ว่า SCC จะรายงานผลขาดทุนสุทธิที่สูงขึ้นอย่างมากในไตรมาส 4/68 ทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า(QoQ) และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน(YoY)ที่ 2.5 พันล้านบาท เทียบกับผลขาดทุน 669 ล้านบาท ในไตรมาส 3/68 และผลขาดทุน 512 ล้านบาทในไตรมาส 4/67 แม้จะตัดรายการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไปแล้ว 

ซึ่งรวมถึงผลขาดทุนทางบัญชี 1.8 พันล้านบาทจาก NocNoc ผลประกอบการหลักก็ยังคงอ่อนแอ สะท้อนให้เห็นถึงมาร์จิ้นจากเคมีภัฑณ์ที่ลดลง และความต้องการก๊าซมีเทนจากถ่านหิน (CBM) ที่ลดลงตามฤดูกาล ส่งผลให้ขาดทุนหลัก 235 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกำไร 774 ล้านบาทในไตรมาส 3/68 และขาดทุน 1.6 พันล้านบาทในไตรมาส 4/67

ในมุมมองของฝ่ายวิจัย การประเมินมูลค่าไม่น่าดึงดูดใจนักเมื่อพิจารณาจากอัตราส่วน EV/EBITDA หุ้นซื้อขายอยู่ที่ EV/EBITDA ปี 2026F ที่ 8.7 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มเงินปันผลดูไม่น่าสนใจในตลาดไทยปัจจุบัน เราคาดการณ์เงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ปี 2569 ที่ 4.9 บาทต่อหุ้น โดยอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผล 75% ซึ่งหมายถึงอัตราผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำเพียง 2.5%

ความเสี่ยงด้านอัพไซด์ที่สำคัญ คือ การฟื้นตัวของส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เร็วกว่าที่คาดไว้

 Q1/69 กำไรปกติฟื้น

บล.ยูโอบีเคย์เฮียน แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 250 บาท คาดว่า SCC จะรายงานผลขาดทุนสุทธิ 3.2 พันล้านบาท โดยขาดทุนเพิ่มขึ้นทั้ง qoq และ yoy จากผลขาดทุนจากการด้อยค่าทรัพย์สิน และผลขาดทุนที่รุนแรงขึ้นในธุรกิจปิโตรเคมี 

ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังปี68 ที่ 2.50 บาทต่อหุ้น มองไปข้างหน้า คาดว่ากำไรปกติในไตรมาส 1/69 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในธุรกิจปิโตรเคมียังคงอ่อนแอ

บุ๊กขาดทุนเลิกธุรกิจ NocNoc 1.8 พันล้าน

บล.ทรีนีตี้ แนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมายที่ 225 บาท คาด SCC จะรายงานขาดทุนในไตรมาส 4/68 มากขึ้นที่ 2.7 พันล้านบาท จากไตรมาส 4/67 ที่ขาดทุน 512 ล้านบาท และ ไตรมาส 3/68 ที่ ขาดทุน 669 ล้านบาท ซึ่งมาจากไตรมาสนี้บริษัทมีบันทึกผลขาดทุนจากการเลิกธุรกิจของ Platform NocNoc ประมาณ 1.8 พันล้านบาท ถึงจะไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวยังคาดว่า Core Operation ยังเป็นขาดทุนราว 900 ล้านบาท

  • SCG Cement & Green Solutions มี EBITDA ที่ 3.5 พันล้านบาท ปรับลดลงเนื่องจากไตรมาส 4 มักจะเป็น Low Season ส่งให้ปริมาณขายคาดว่าจะปรับลดลง ในขณะที่ราคาขายยังทรงตัวได้
  • SCG Chemicals คาด Operating EBITDA จะเป็นขาดทุนที่ 1.8 พันล้านบาท จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับลดลง -30 ถึง -50 USD/ton ซึ่งโดยปกติไตรมาส 4 จะเป็นช่วง Low season ของปิโตรเคมี ความต้องการเม็ดพลาสติกในช่วงปลายปีลดลง ทำให้ส่วนต่างมีการปรับลดลง
  • ส่วนโรงงาน LSP เวียดนาม ยังคงเดินเครื่องที่ระดับ 90% Utilization ซึ่ง Feed Stock ที่เป็นก๊าซ 50% ยังคงทำให้ได้เปรียบในเรื่องของต้นทุน และการเป็นโรงงานใหม่ประสิทธิภาพในการเดินเครื่องจักรอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมสามารถแข่งขันได้ แม้ส่วนต่างปิโตรเคมีอยู่ในระดับต่ำ

คงราคาเป้าหมายไปปี 2569 ที่ 225 บาท อิง PBV-1.5SD ที่ 0.74 เท่า แต่ปรับคำแนะนำขึ้นมาเป็น ซื้อเก็งกำไร แม้ไตรมาส 4 ผลประกอบการอาจจะอ่อนตัว แต่มองว่าแนวโน้มราคาปิโตรเคมีน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว Supply ใหม่ที่จะเข้ามาในปี 69 มีแนวโน้มที่จะลดลง แนวโน้มราคาน้ำมันที่จะเป็นผลบวกต่อบริษัท 

โดย 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับลดลงไป -8% แต่ 1 เดือนราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 12% ซึ่งราคาเป้าหมายยังมี upside จากราคาปัจจุบัน จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อเก็งกำไร

ความเสี่ยง คือ ความผันผวนของ Spread ปิโตรเคมี และการชะลอตัวของเศรษฐกิจ.

ข่าวล่าสุด

แม่ทัพภาค4 ชี้เผาปั๊มน้ำมัน 11 แห่ง โยงขบวนการปล้นทอง สั่งเร่งล่าคนร้าย