posttoday

ThaiBMA เปิด 3 ปัจจัย หนุนเอกชนออกหุ้นกู้ปี 69 แตะ 9 แสนล้าน

07 มกราคม 2569

ThaiBMA คาดยอดออกหุ้นกู้เอกชนปี 69 แตะ 8.8-9 แสนล้านบาท รับดอกเบี้ยขาลง บริษัทใหมญ่ลงทุน S-Curve หุ้นกู้ธนาคารครบกำหนด พร้อมชู 3 เสาหลัก สร้างเชื่อมั่น-ขับเคลื่อนนวัตกรรม-ส่งเสริมความยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ThaiBMA คาดยอดออกหุ้นกู้เอกชนปี 69 แตะ 8.8-9 แสนล้านบาท
  • ปัจจัยหนุนจากดอกเบี้ยขาลง บริษัทใหมญ่ลงทุน S-Curve และหุ้นกู้ธนาคารครบกำหนด
  • ชู 3 เสาหลัก สร้างเชื่อมั่น-ขับเคลื่อนนวัตกรรม-ส่งเสริมความยั่งยืน

วันที่ 7 ม.ค.2569 นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ และนางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้ร่วมให้ข้อมูลสรุปภาวะตลาดตราสารหนี้ไทยปี 2568 และแนวโน้มปี 2569  

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คาดการณ์ยอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 2569 จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 880,000-900,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชน 881,083 ล้านบาท 

โดยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย
 
1. อัตราดอกเบี้ย: แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับลดลงอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1 ครั้ง หลังผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง 0.25% ในช่วงไตรมาส 2/2569 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.25%  

2. แผนการระดมทุนของบริษัทใหญ่: การประกาศแผนการลงทุนใหม่ๆ ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ โดยบริษัทใหญ่ในกลุ่มพลังงานที่มีแผนการลงทุนในกลุ่ม S-Curve เช่น พลังงานทางเลือก, ธุรกิจดิจิทัล, Data Center และ AI ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้มีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัว

3. การออกหุ้นกู้ธนาคาร: หุ้นกู้ของธนาคารที่เป็นเงินกองทุนจะครบกำหนด 5 ปี ทำให้ต้องมีการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด 

อริยา ติรณะประกิจ

ประกอบกับในปี 2569 จะมีหุ้นกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดชำระคืน มูลค่ารวม 875,985 ล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้ Investment grade มูลค่า 789,490 ล้านบาท คิดเป็น 90% และหุ้นกู้ High yield มูลค่า 86,495 ล้านบาท คิดเป็น 10% 

โดยหุ้นกู้ที่ครบกำหนดส่วนใหญ่อยู่ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การเงิน (Finance) มูลค่า 167,904 ล้านบาท, พลังงาน (Energy) มูลค่า 145,935 ล้านบาท และอสังหาริมทรัพย์ (Property) 144,326 ล้านบาท 

ภาพรวมภาวะตลาดหุ้นกู้ปี 2568 

สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 17.91 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 4.67% จากปีก่อน เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยเป็นปีที่สองนับจากปี 2566

โดยในปี 2568 มูลค่าการออกหุ้นกู้เอกชน อยู่ที่ 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% จากปีก่อน จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade และ High yield 

ทั้งนี้ กลุ่ม Investment grade สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่ยาวขึ้นและมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม High yield ออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ พลังงาน (Energy), การเงิน (Finance), และ อสังหาริมทรัพย์ (Property) ตามลำดับ  

ส่วนการออก ESG bond ในปี 2568 อยู่ที่ 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% จากปีก่อน จากการออกเพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่ยังคงเป็นผู้นำการออก ESG bond โดยในปี 2568 ได้หันมาออก Sustainability-linked Bond (SLB) เป็นหลักแทนการออก Sustainability bond ส่วนภาคเอกชนมีมูลค่าการออก SLB เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 2568 ESG bond มีมูลค่าคงค้างรวมเท่ากับ 978,425 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย

สมจินต์ ศรไพศาล

ผิดนัดชำระ-ยืดหนี้ปี 2569 ยังมีให้เห็น 

ทั้งนี้ มองว่าในปี 2569 ยังโอกาสเห็นหุ้นกู้เอกชนผิดนัดชำระหนี้ (Default) และเลื่อนกำหนดชำระหนี้ (Delay) เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นกู้ ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก 

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนกำหนดชำระหนี้ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะล้มเหลวเสมอไป หากบริษัทมีความจริงใจในการแก้ปัญหา และได้รับเงื่อนไขการผ่อนปรนที่เหมาะสม หลายบริษัทสามารถบริหารจัดการโดยการขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาทยอยชำระคืนเงินต้นให้แก่นักลงทุนได้ตามเงื่อนไขใหม่ และบางบริษัทก็สามารถพ้นจากสถานะการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ได้สำเร็จเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  

ในปี 2568 ตลาดหุ้นกู้ไทยพบบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ทั้งหมด 8 ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 8,319 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานสลับไปมาระหว่างการผิดนัดชำระหนี้และการขอความเห็นชอบเพื่อยืดอายุหนี้ออกไป 

นอกจากกลุ่มที่ผิดนัดชำระแล้ว ยังมีกลุ่มที่เลื่อนกำหนดชำระหนี้ (Delay) มีจำนวนสูงถึง 21 บริษัท คิดเป็นมูลค่ารวม 59,804 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายใหม่ 14 ราย และรายเดิมที่เคยขอเลื่อนมาแล้วอีกส่วนหนึ่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความผันผวนในตลาดหุ้น หากบริษัทใดมีข่าวเชิงลบในตลาดหุ้นก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

เจาะแผนงาน ThaiBMA ปี 2569 

ในสภาวะที่ตลาดทุนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าตลาดจะสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคงหรือไม่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ได้วางแผนงานในปีนี้โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ความเชื่อมั่น (Trust), นวัตกรรม (Innovation) และความยั่งยืน (Sustainability) ผ่าน 4 แผนงานหลัก ประกอบด้วย
 
1. ส่งเสริมบทบาทด้าน SRO ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง

ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในบทบาทการเป็น Self-Regulatory Organization (SRO) เพื่อผลักดันกลไกคุ้มครองนักลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการนำ High-Yield Bond Governance หรือข้อกำหนดสิทธิ์และเงื่อนไขสำหรับผู้ออกหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาบังคับใช้จริง  

หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. มาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นภายในไตรมาส 1/2569 และจะเข้าสู่ขั้นตอนการ Implementation เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาด นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงประกาศต่าง ๆ ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง เพื่อให้เกิดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่เหมาะสมและเท่าทันสถานการณ์ 

2. พัฒนา ขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบข้อมูลหรือบริการต่าง ๆ

ThaiBMA มุ่งมั่นที่จะขยายขอบเขตการให้บริการข้อมูล (Information Service) โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม 

สำหรับนักลงทุน: พัฒนาประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันเรือธงอย่าง MeBond (สำหรับรายย่อย) และ iBond (สำหรับสถาบัน) โดยมีแผนศึกษาการเชื่อมโยงระบบเข้ากับนายทะเบียนเพื่อความสะดวกสูงสุด 

สำหรับผู้ออกหุ้นกู้และตัวแทน: พัฒนาเครื่องมือ Smart Funding และล่าสุดกำลังพัฒนา Portal สำหรับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ (Bondholders’ Representative - Bref) เพื่อให้สามารถเข้าถึงและติดตามข้อมูลหุ้นกู้ที่ตนเองดูแลได้ดียิ่งขึ้น 

การประเมินมูลค่า: ขยายบริการด้าน Pricing และ Bond Valuation เพื่อให้ตลาดมีราคากลางที่สะท้อนความเป็นจริงและน่าเชื่อถือ 

3. ส่งเสริมความรู้และงานวิจัยด้านตราสารหนี้รวมถึง ESG Bond

ในด้านความยั่งยืน ThaiBMA ให้ความสำคัญกับ ESG Bond อย่างมาก ทั้งในฝั่งของการส่งเสริมให้เกิดการออกหุ้นกู้ (Issuance) และการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน (Investment) ผ่านงานวิจัยเชิงลึกและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา สหกรณ์ หรือกลุ่มนักลงทุนประเภทต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้อย่างยั่งยืน 

4. เสริมรากฐานองค์กรด้วยเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์

เพื่อให้แผนงานข้างต้นสำเร็จได้ ระบบหลังบ้านต้องแข็งแกร่ง ThaiBMA จึงมีแผนปรับปรุง Supportive Infrastructure โดยเฉพาะระบบการขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ (Registration) พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับ Human Capital หรือการพัฒนาบุคลากรทั้งในด้าน Hard Skill และ Soft Skill รวมถึงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด อาร์เซน่อล พบ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 8 ม.ค.69