บจ.แห่ซื้อหุ้นคืน-ผู้บริหารไล่เก็บ สัญญาณ SET ปี 69 รีบาวด์
แรงซื้อหุ้นคืนพุ่งกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ในปี 68 ขณะผู้บริหาร-นักลงทุนรายใหญ่เร่งสะสมหุ้นเพิ่ม สัญญาณบ่งชี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์ในปี 69
ท่ามกลางบรรยากาศซบเซาของตลาดหุ้นในปี 2568 ที่ดัชนี SET ร่วงลงถึง -9% YTD มากสุดลำดับ 4 ของโลก และปริมาณการซื้อขายบางเฉียบ หลายคนมองภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุนว่าจะฟื้นตัวเมื่อใด แต่ท่ามกลางความกังวล กลับปรากฏสัญญาณสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญจับตามอง-การเร่งซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน (Treasury Stock) และการไล่ซื้อหุ้นของผู้บริหารรายใหญ่ ซึ่งมักเป็นดัชนีชี้นำรอบฟื้นตัวของตลาดในอดีต
การซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินเพื่อการบริหารสภาพคล่องของกิจการในกรณีที่ราคาหุ้นของบริษัทอยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น และบริษัทมีกำไรสะสมและสภาพคล่องทางการเงินสูงกว่าความต้องการใช้ดำเนินธุรกิจในช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน โดยหุ้นซื้อคืนจะไม่นับเป็นองค์ประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน และสิทธิในการรับเงินปันผล
สำหรับประโยชน์ของการทำโครงการ Treasury Stock แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
ประโยชน์ต่อบริษัท
- ช่วยเพิ่มอุปสงค์ของหุ้น และอาจส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น
- เป็นการลดจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาด ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นสูงขึ้น
- ใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัทให้เกิดประสิทธิผล
- เป็นโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน หากผู้บริหารของบริษัทมั่นใจในผลการดำเนินงาน และเห็นว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ การซื้อหุ้นคืนและขายกลับในจังหวะเวลาที่เหมาะสมจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับส่วนของผู้ถือหุ้น โดยบันทึกผลต่างของราคาเป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้นซื้อคืนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของส่วนของผู้ถือหุ้น
ประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น
- กำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงขึ้น เนื่องจากหุ้นที่ถูกซื้อคืน จะไม่ถูกนำมาคำนวณกำไรต่อหุ้น
- มีโอกาสได้รับเงินปันผลต่อหุ้นสูงขึ้น
- มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น ในระดับที่ P/E เท่าเดิม
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เริ่มเห็นสัญญาณการทยอยสะสมชัด จากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีการซื้อหุ้นคืน 3.36 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 มากสุดเมื่อเทียบกับปีอื่นๆ ทั้งหมด 81 หุ้น
สำหรับ 8 รายชื่อ บจ.ซื้อหุ้นคืนจำนวนมากในปี 2568 (YTD) ได้แก่
- CPALL มูลค่าการซื้อสุทธิ 1,108,046,325 บาท
- KKP มูลค่าการซื้อสุทธิ 999,967,326 บาท
- CPF มูลค่าการซื้อสุทธิ 748,837,310 บาท
- KBANK มูลค่าการซื้อสุทธิ 573,135,600 บาท
- BA มูลค่าการซื้อสุทธิ 361,447,908 บาท
- STGT มูลค่าการซื้อสุทธิ 301,619,010 บาท
- PTT มูลค่าการซื้อสุทธิ 231,750,000 บาท
- BTG มูลค่าการซื้อสุทธิ 196,611,740 บาท
หากดูสถิติในอดีต ปีไหน บจ.ซื้อหุ้นคืนจำนวนมาก ปีถัดไป SET มีโอกาสรีบาวด์ อาทิ
- ปี 2556 ซื้อสะสม 1.1 หมื่นล้านบาท ปี 2557 SET + 15%
- ปี 2559 ซื้อสะสม 9.0 พันล้านบาท ปี 2560 SET +14%
- ปี 2563 ซื้อสะสม 2.4 หมื่นล้านบาท ปี 2564 SET +14%
- ปี 2568 ซื้อสะสม 3.4 หมื่นล้านบาท ปี 2569 SET +?%
รวมถึงผู้บริหารและนักลงทุนรายใหญ่ทยอยเก็บสะสมหุ้นเพิ่ม ปรากฎการณ์การทยอยสะสมดังกล่าว ในอดีตมักหนุนหุ้นให้ปีถัดไปฟื้นขึ้นได้เด่น
10 หุ้นที่ผู้บริหารซื้อหุ้นเด่น ๆ ในปี 2568 ได้แก่
- GULF มูลค่าการซื้อสุทธิ 4,591,010,307 บาท
- SPALI มูลค่าการซื้อสุทธิ 1,371,859,064 บาท
- PLANB มูลค่าการซื้อสุทธิ 609,205,000 บาท
- BDMS มูลค่าการซื้อสุทธิ 317,271,650 บาท
- KCE มูลค่าการซื้อสุทธิ 288,628,809 บาท
- BH มูลค่าการซื้อสุทธิ 147,308,134 บาท
- GLOBAL มูลค่าการซื้อสุทธิ 118,155,298 บาท
- MAJOR มูลค่าการซื้อสุทธิ 103,521,771 บาท
- WHA มูลค่าการซื้อสุทธิ 54,244,064 บาท
- AWC มูลค่าการซื้อสุทธิ 55,616,810 บาท
นักลงทุนพร้อมหรือยัง? เมื่อสัญญาณฟื้นตัวเริ่มก่อตัวชัดขึ้นเรื่อย ๆ


