posttoday

จากสนามการเงิน สู่ห้องเครื่อง SET! ‘สรวิศ ไกรฤกษ์’ กับภารกิจยกเครื่องตลาดทุนไทย

21 พฤศจิกายน 2568

เส้นทาง "สรวิศ ไกรฤกษ์" ชายผู้ผ่านสองวิกฤตใหญ่ กลับมานำทีมยกเครื่องตลาดทุนไทย ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่และภารกิจผลักดัน SET สู้ศึกแข่งเดือดบนเวทีโลก

KEY

POINTS

  • เส้นทาง "สรวิศ ไกรฤกษ์" ชายผู้ผ่านสองวิกฤตใหญ่ กลับมานำทีมยกเครื่องตลาดทุนไทย
  • ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่และภารกิจผลักดัน SET สู้ศึกแข่งเดือดบนเวทีโลก

ในโลกของตลาดทุน ไม่ใช่ทุกคนที่จะ "เข้าใจทั้งสองฝั่ง" ทั้งฝั่งผู้กำกับดูแล และฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องลุยบริหารธุรกิจและต่อสู้กับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจริง

แต่ "คุณป๊บ" สรวิศ ไกรฤกษ์ คือหนึ่งในไม่กี่คนที่ผ่านทั้งสองสนามมาแล้ว ผ่านแบบลึก ผ่านแบบเจ็บจริง และผ่านแบบอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์

จากชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใจกลาง "วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540" สู่วาณิชธนกิจแนวหน้าที่ร่วมดีล IPO มูลค่ารวมกว่า 5 แสนล้านบาท ในวันนี้ เขากลับมาในบทบาทสำคัญของ "รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)" 

พร้อมภารกิจหนึ่งเดียว พาตลาดทุนไทยให้ "แข่งขันได้จริง" ในเวทีโลก

สรวิศ ไกรฤกษ์

ในปี 2538 ชายหนุ่มผู้เพิ่งกลับจากอังกฤษ เริ่มงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าอีกไม่นาน ประเทศจะเผชิญเหตุการณ์ที่ถูกประวัติศาสตร์จารึกว่า.."วิกฤตต้มยำกุ้ง"

ความโกลาหลทางการเงินทำให้คนจำนวนมากล้มทั้งยืน แต่สำหรับสรวิศ มันคือบทเรียนที่หลอมให้เขาเข้าใจเศรษฐกิจ "ของจริง" ไม่ใช่เศรษฐกิจบนตำรา

หลังจากนั้น เขาก้าวเข้าสู่โลกวาณิชธนกิจ ตั้งแต่ "เลห์แมน บราเธอร์" จนถึงการสร้างชื่อที่บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงกว่า 21 ปี ดูแลดีล IPO ทุกขนาด ทุกอุตสาหกรรม รวมถึงถูกยืมตัวไปช่วยธนาคารกรุงเทพฯในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008

เรียกว่าถ้าตลาดทุนคือสนามรบ คุณป๊บคือคนที่ผ่านสงครามจริงมาแล้วสองครั้ง และประสบการณ์ทั้งหมดนี้...กำลังถูกนำมาใช้ในตำแหน่งใหม่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา

สามเดือนก่อนหน้านี้ เขาเดินเข้าสู่ประตูตลาดหลักทรัพย์ฯในตำแหน่งที่หลายคนมองว่า "หนักและท้าทายที่สุด" ดูแลทั้งสองเสาหลักของตลาดทุน ทั้ง "สายงานผู้ออกหลักทรัพย์" ดูแลบริษัทจดทะเบียนปัจจุบันกว่า 800 แห่ง รวมถึงบริษัทใหม่ที่กำลังจะเข้าตลาดทุกประเภท

"สายงานการตลาด" สร้างดีมานด์ ดูแลนักลงทุนทุกรูปแบบ และภาพรวมการลงทุนทั้งระบบ 

แรงผลักดันที่ทำให้เขายอมเปลี่ยนจากเอกชนสู่ภาครัฐ ?

เพราะเขาเชื่อว่าตลาดทุนจะดีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ "ทุกฝ่ายเข้าใจกันจริงๆ"

และชายผู้เคยอยู่ในบทบาท "Issuer" ฝั่งเอกชนมาก่อน เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า pain point ของบริษัทคืออะไร เหตุไหนที่ทำให้บริษัทอยากระดมทุน และอะไรที่ทำให้บริษัทลังเลจะเข้าตลาดหุ้น

วันนี้ เขารับบท "ตัวกลาง" ที่หาจุดร่วมระหว่างผู้ประกอบการ - ที่ปรึกษาทางการเงิน - ตลาดหลักทรัพย์ฯ - ก.ล.ต. เพื่อให้ระบบเติบโตแบบ Win-Win ทุกฝ่าย

ตลาดทุนไทยปี 2569 ที่แข่งขันได้

คุณป๊บเชื่อว่าถ้าตลาดหุ้นไทยจะสู้ในเวทีโลกได้ ต้องแข่งได้ทั้ง "Demand และ Supply" 

ด้าน Demand ทำให้นักลงทุนอยากลงทุนมากขึ้น

  • สร้างความเข้าใจตลาดแบบถูกต้อง
  • ย้ำว่า IPO ไม่ใช่การเก็งกำไรข้ามคืน
  • ให้ข้อมูลและเครื่องมือที่โปร่งใสกว่าเดิม

ด้าน Supply ทำให้บริษัทจดทะเบียนมีคุณภาพสูงขึ้น ตลาดหุ้นไทยปรับเกณฑ์เชิงปริมาณให้เข้มขึ้น เพื่อให้บริษัทที่เข้าสู่ตลาดเป็นบริษัทที่แข็งแรงจริง ไม่ใช่เข้ามาเพียงเพราะเป็นทางเลือกสุดท้าย

และโครงการสำคัญที่สุดที่กำลังขับเคลื่อนตลาดหุ้น หนึ่งในนั้น คือ "โครงการ จั๊มพ์ พลัส (Jump+)" แรงบันดาลใจจากญี่ปุ่น เพื่อให้บริษัทวางแผนการเติบโตระยะกลางถึงระยะยาวอย่างจริงจัง เพิ่ม ROE สร้าง S-curve ใหม่ และทำให้บริษัทไทยน่าลงทุนสำหรับต่างชาติ

เพราะในยุคที่ทุกบริษัทสามารถลิสต์หุ้นที่ไหนก็ได้ในโลก ไทยต้องตอบโจทย์ 3 เรื่อง คือ

  • Valuation
  • Liquidity & Volume
  • Speed & Predictability ของกระบวนการ IPO

ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่เขากำลังเร่งปรับปรุงอย่างสุดกำลัง

ส่วนความคาดหวังการดึงดูดผู้ประกอบการที่ยื่นขอสิทธิประโยชน์ BOI เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในปีหน้า ถือเป็นตัวเร่งในเรื่องการเพิ่มสีสันและความน่าสนใจด้านซัพพลาย แต่อาจไม่ชัดเจนในเร็ววัน ด้วยกระบวนการไอพีโอใช้เวลาดำเนินการไม่น้อยกว่า 1 ปี

ขณะที่ความกังวลเรื่อง "หุ้นไอพีโอต่ำจอง" กันมาก แต่คุณป๊บชี้ให้เห็นภาพจริงที่ว่า "กว่า 60% ของมูลค่า IPO ช่วงครึ่งหลังปีนี้ ยังยืนเหนือราคาจอง เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทใหญ่ 2-4 รายที่แข็งแกร่งจริง"

เขาย้ำว่า IPO ไม่ใช่การล่าเงินระยะสั้น แต่คือการลงทุนเหมือนซื้อบ้านหรือรถ ต้องดูพื้นฐานแผนธุรกิจ และมูลค่าที่แท้จริง 

และในปี 2569 ตลาดจะคึกคักขึ้น คาดว่าจะมี IPO เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2568 ที่มีหุ้น IPO ราว 17 บริษัท รวมมูลค่าเสนอขาย 12,000 ล้านบาท และมีหุ้นบิ๊กแคปเข้าตลาดหุ้นไม่ต่ำกว่า 1-2 ราย โดยยื่นไฟลิ่งเรียบร้อย พร้อมรอเสนอขาย 1 ราย และอีก 1 รายคาดว่าจะยื่นไฟลิ่งในปีหน้า 

"ผมหวังว่าปีหน้าจะเป็นช่วงขาขึ้นของตลาดไอพีโอ หลังจากที่ซบเซามาอย่างต่อเนื่อง"

หากตลาดหลักทรัพย์ฯเปรียบเหมือนอาคารสูงที่รองรับเงินทุนทั้งประเทศ คุณป๊บก็เหมือนวิศวกรผู้มากประสบการณ์ที่เคยสร้างตึกใหม่ เปรียบได้ดั่งดีล IPO มูลค่าแสนล้าน 

เคยซ่อมตึกเก่าในวันลมพายุวิกฤตใหญ่ของโลก และวันนี้...เขากำลังปรับฐานของตึกทั้งหลัง

  • ปรับเกณฑ์ให้เข้มขึ้น 
  • เพิ่มศักยภาพบริษัทจดทะเบียน
  • สร้างเครื่องมือใหม่
  • และเชื่อมทุกฝ่ายเข้าหากัน

เพื่อให้ตึกแห่งนี้ "ตลาดหุ้นไทย" กลับมาโดดเด่น แข็งแรง และดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง ชายผู้ผ่านวิกฤตมาแล้วสองยุค กำลังสร้างอนาคตยุคใหม่ให้ตลาดทุนไทย

และนี่คือเรื่องราวของ "คุณป๊บ" สรวิศ ไกรฤกษ์ ผู้ที่ไม่ได้เข้ามานั่งทำงานแต่เข้ามาขับเคลื่อนระบบทั้งระบบ ด้วยหัวใจของนักรบ และวิสัยทัศน์ของผู้นำยุคใหม่.

ข่าวล่าสุด

นายกฯอนุทิน - ประธานฉาย บุนนาคร่วมฉลองความสัมพันธ์170ปีอังกฤษ-ไทย