ดีลอยท์ เผย IPO ไทยปี 68 ซึมสวนทางอาเซียน ปัจจัยลบยังรุมเร้า
ดีลอยท์เผยภาพรวม 'ตลาด IPO ไทยปี 68 ยังอยู่ในภาวะซบเซา' รั้งท้ายภูมิภาค สวนทางกระแสอาเซียนที่เม็ดเงินระดมทุนพุ่งกว่า 53%
ดีลอยท์ (Deloitte) เปิดรายงานเกาะติดตลาดทุน เผยภาพรวมตลาด IPO ไทยปี 2568 ยังอยู่ในภาวะ 'ซบเซา' รั้งท้ายภูมิภาค
สวนทางกระแสอาเซียนที่เม็ดเงินระดมทุนพุ่งกว่า 53% ชี้ไทยยังติดหล่มปัญหาการเมืองและหนี้ครัวเรือน ขณะที่ "สิงคโปร์-เวียดนาม" ผงาดนำกลุ่มด้วยดีลยักษ์ใหญ่
รายงานฉบับล่าสุดจาก ดีลอยท์ ประเทศไทย ชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างประเทศไทยและเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ภาพรวมภูมิภาคจะส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
แต่ตลาดหุ้นไทยกลับยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงกฎเกณฑ์การระดมทุนที่เข้มงวดขึ้น
ส่งผลให้ปีนี้ ตลาดหุ้นไทยมีเพียงดีล IPO ขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ โดยมี บมจ. มิสเตอร์ ดี. ไอ. วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) เป็นเพียงรายเดียวที่โดดเด่นด้วยมูลค่าการระดมทุน 174 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เจาะภาพรวมอาเซียน "มูลค่า" พุ่ง แม้ "ปริมาณ" ลด
ข้อมูลในช่วง 10 เดือนครึ่งแรกของปี 2568 พบสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้
- มูลค่าระดมทุนรวม: แตะระดับ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน)
- จำนวนหุ้น IPO: 102 หลักทรัพย์ (จำนวนลดลงแต่มูลค่าต่อดีลสูงขึ้น)
- เทรนด์หลัก: การกลับมาของหุ้น Big Cap, การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม และความแข็งแกร่งของตลาดสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการตบเท้าเข้าตลาดของบริษัทมูลค่าสูงในกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ (33% ของมูลค่ารวม), พลังงานและทรัพยากร, และบริการทางการเงิน
นอกจากนี้ ธุรกิจกลุ่มนวัตกรรมการแพทย์ (Healthcare) และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน (Energy Infrastructure) ก็เริ่มเป็นที่จับตามองของนักลงทุนสถาบัน
สิงคโปร์-เวียดนาม นำทัพมูลค่า มาเลย์-อินโดฯ เน้นปริมาณ
ดีลอยท์ ได้จำแนกความโดดเด่นของตลาดเพื่อนบ้านที่น่าจับตามอง ดังนี้
- สิงคโปร์ (แชมป์มูลค่า): ครองอันดับ 1 ด้านมูลค่าระดมทุนรวม 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 9 หลักทรัพย์ ไฮไลต์อยู่ที่กองทรัสต์ (REITs) ขนาดยักษ์ 2 รายการ คือ NTT DC REIT และ Centurion Accommodation REIT ซึ่งได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและการปฏิรูปกฎระเบียบของรัฐ
- เวียดนาม (ดาวรุ่งพุ่งแรง): กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังซบเซามาตั้งแต่ปี 2561 โดยปีนี้กวาดเม็ดเงินไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 2 ดีลใหญ่ในภาคการเงิน (Techcom Securities และ VP Bank Securities) สะท้อนผลสำเร็จจากการปฏิรูปตลาดทุนของรัฐบาล
- มาเลเซีย (แชมป์จำนวน): มีหุ้นเข้าเทรดมากที่สุดถึง 48 หลักทรัพย์ (ระดมทุน 1.1 พันล้านดอลลาร์ฯ) ส่วนใหญ่กระจุกตัวในตลาด ACE Market สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยและ SME
- อินโดนีเซีย: เน้นกลุ่มพลังงานและทรัพยากร โดยเฉพาะเหมืองแร่และพลังงานหมุนเวียน ระดมทุนได้รวม 921 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หุ้น PE-Backed มาแรงดันตลาดโต
จุดเปลี่ยนสำคัญของปี 2568 คือบทบาทของ Private Equity (PE) ที่เข้ามามีส่วนผลักดันตลาดหุ้นอาเซียนมากขึ้น
โดยบริษัทที่มี PE หนุนหลัง (PE-backed listings) มีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการระดมทุนถึง 54%
สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเปลี่ยนทิศทางไปเน้น "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ" โดยเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มั่นคง และต้องการ Exit ผ่านตลาดหุ้น
ไทยต้องปรับตัวเพื่อรอโอกาสปี 69
วิลาสินี กฤษณามระ พาร์ทเนอร์ สายงานการให้บริการด้านตลาดทุน ดีลอยท์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ไทยจำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเพื่อนบ้านเพื่อกู้สถานการณ์ในปี 2569
"ผลงานปีนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนรุนแรงกว่าประเทศอื่น ในขณะที่เพื่อนบ้านมีขั้นตอนจดทะเบียนที่ชัดเจนและปฏิรูปเชิงรุก ไทยเราก็เริ่มขยับตัวแล้วผ่านโครงการ JUMP+ และการปรับปรุงเกณฑ์ของ ตลท. (SET) เพื่อดึงดูดบริษัทเข้าจดทะเบียน เราคาดว่าหากเสถียรภาพเศรษฐกิจกลับมา จำนวน IPO ของไทยจะฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2569"
นางสาวเท ฮวี ลิง ลีดเดอร์ สายงานการให้บริการด้านตลาดทุน ดีลอยท์ เซาท์อีสท์ เอเชีย ทิ้งท้ายว่า แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่อาเซียนยังคงเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูด (Attractive destination) สำหรับนักลงทุนในปี 2569 บริษัทที่เตรียม IPO จึงต้องเตรียมพร้อม จับตาจังหวะตลาด (Market Timing) ให้ดี เพื่อปลดล็อกมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น
*ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 โดยรายงานฉบับสมบูรณ์จะเผยแพร่ในเดือนมกราคม 2569*


