เก็บภาษีส่วนต่างดอกเบี้ยแบงก์ กระทบกำไร-เข้มปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
มุมมองกูรูต่อแนวคิดเก็บภาษีส่วนต่างดอกเบี้ยแบงก์ เชื่อกระทบกำไรลดลง ส่งผลให้แบงก์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้กลุ่มเปาะบางเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากขึ้น
KEY
POINTS
- กูรูมองแนวคิดเก็บภาษีส่วนต่างดอกเบี้ยแบงก์ กระทบกำไรลดลง
- เก็บภาษีส่วนต่างดอกเบี้ยแบงก์ สร้างความสับสนกับภาวะการลงทุน เหตุเป็นเรื่องการดำเนินทางธุรกิจ และกลยุทธ์ทางธุรกิจของแต่ละธนาคาร
- เก็บภาษีส่วนต่างดอกเบี้ยแบงก์ ส่งผลให้แบงก์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้กลุ่มเปาะบางเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากขึ้น
ตามที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สนับสนุนให้มีการกระตุ้นให้มีการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินมากขึ้น ทำให้ระบบการเงินเข้าไปดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น โดยการเพิ่มการแข่งขันให้มีธนาคารท้องถิ่น และสาขาธนาคารต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งมีแนวคิดให้เก็บภาษีส่วนต่างดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยรับสูงเกินไป
ทั้งนี้ เป็นแนวคิดที่กระตุ้นแบงก์ชาติให้เข้าไปทำให้การแข่งขันในระบบการเงินเข้มข้นขึ้น เช่น Virtual Bank สามารถเข้ามาช่วยตรงนี้ได้
ขณะที่จากการรวบรวมข้อมูลจากงบการเงินประจำปี 2567 ของ ธนาคารพาณิชย์ของไทย 10 แห่ง ได้แก่ BAY, BBL, CIMBT, KBANK, KKP, KTB, LHFG, SCB, TISCO และ TTB พบว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิปี 2567 เทียบกับปี 2566
- BAY เพิ่มขึ้น 0.37% เป็น 4.29% ในปี 2567 จาก 3.91% ในปี 2566
- BBL เพิ่มขึ้น 0.04% เป็น 3.06% ในปี 2567 จาก 3.02% ในปี 2566
- CIMBT ลดลง 0.20% เป็น 2.20% ในปี 2567 จาก 2.40% ในปี 2566
- KBANK ลดลง 0.02% เป็น 3.64% ในปี 2567 จาก 3.66% ในปี 2566
- KKP ลดลง 0.40% เป็น 4.80% ในปี 2567 จาก 5.20% ในปี 2566
- KTB เพิ่มขึ้น 0.07% เป็น 3.29% ในปี 2567 จาก 3.22% ในปี 2566
- LHFG ลดลง 0.21% เป็น 2.32% ในปี 2567 จาก 2.53% ในปี 2566
- SCB เพิ่มขึ้น 0.12% เป็น 3.85% ในปี 2567 จาก 3.73% ในปี 2566
- TISCO ลดลง 0.10% เป็น 4.85% ในปี 2567 จาก 4.95% ในปี 2566
- TTB เพิ่มขึ้น 0.02% เป็น 3.26% ในปี 2567 จาก 3.24% ในปี 2566
“ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า จากแนวคิดของนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ในการให้เก็บภาษีส่วนต่างดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยรับนั้น มองว่า (1) หากทำจริง คงเป็นผลลบกับธนาคาร เนื่องจากกำไรจะปรับลดลง และเกิดความไม่แน่นอนต่อนโยบายของรัฐที่อาจจะไปกระทบกับธุรกิจอื่นได้เช่นกัน
(2) จะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นเรื่องการดำเนินทางธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ และกลยุทธ์ทางธุรกิจของแต่ละธนาคาร ทำให้ไปสร้างความสับสนกับภาวะการลงทุน
และ (3) ธนาคารอาจยิ่งระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากผลตอบแทนอาจจะไม่คุ้มกับความเสี่ยง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ลูกหนี้ยิ่งเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกลุ่มเปาะบาง


