posttoday

ถก ก.ล.ต.จัดการผู้บริหารตึ๊งหุ้น - Uptick Rule สกัดชอร์ตเซล

09 กรกฎาคม 2567

ตลท. ไม่นิ่งนอนใจ จับเข่าคุย "ก.ล.ต." เร่งขบวนการเปิดเผยข้อมูล "ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน" นำหุ้นวางหลักประกันเร็วขึ้นจากเดิมอัพเดทรายเดือนอาจช้าไป พร้อมคอนเฟิร์ม Uptick Rule เพียง 6 วันสกัด Short Sell ลดลงเฉียด 5%

     นับตั้งแต่ที่มีข่าวว่ามี "ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน(บจ.)" หลายแห่งนำหุ้นไปวางหลักประกัน พอถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม(Margin Call) กลับไม่มี ไม่หนี ไม่เติม(เงิน) จนถูกบังคับขาย(Forced Sell)ในที่สุด สร้างความผันผวนในตลาดหุ้นมิใช่น้อย ความเชื่อมั่นที่ตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามกู้คืนนับวันยิ่งถูกลดทอนจนแทบจะติดลบ

     วันนี้ "ดร.ภากร ปีตธวัชชัย" กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่า ตลท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และอยู่ระหว่างพูดคุยกับทาง ก.ล.ต.ในการเปิดเผยข้อมูลการที่ผู้บริหารนำหุ้นไปวางหลักประกัน ซึ่งตามเกณฑ์คือผู้บริหารซื้อหรือขายหุ้นต้องแจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. แต่การนำหุ้นไปวางหลักประกันกู้ยืมเงินกับบริษัทหลักทรัพย์ในไทยต้องวางได้ในสัดส่วนเท่าไหร่ถึงต้องแจ้งข้อมูลกับ ก.ล.ต.

    ซึ่ง ตลท.อัพเดทข้อมูลหลักทรัพย์ที่วางหลักประกันบนเว็บไซต์ www.set.or.th ทุกเดือน ถามว่ามีโอกาสเปิดเผยได้เร็วกว่านี้หรือไม่เบื้องต้นอยู่ระหว่างพูดคุยในรายละเอียดกับทาง ก.ล.ต.

     แต่ที่เป็นปัญหาคือธุรกรรมบางส่วนที่เป็น Share Financing หรือการนำหลักทรัพย์ไปวางเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินสถาบันการเงินต่างประเทศ โดยฝากกับคัสโตเดียนต่างประเทศ ธุรกรรมดังกล่าวจะไม่มีการรายงานต่อ ก.ล.ต. ซึ่งในเบื้องต้นอยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียด 

     "ที่ผ่านมาทางบริษัทหลักทรัพย์จะนำส่งข้อมูลหลักทรัพย์ที่วางหลักประกันฯรายงานไปยัง ก.ล.ต. และทาง ตลท. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยบนเว็บไซต์อีกครั้ง

     สิ่งที่เรากำลังพูดคุยกันก็คือ ลดกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น เปิดเผยรายชื่อให้เร็วขึ้น สัดส่วนการวางหลักประกันต้องเท่าไหร่ และ ผู้บริหารที่นำหุ้นไปฝากคัสโตเดียนต่างประเทศจะต้องรายงานอย่างไร เป็นต้น"

 

Uptick Rules สกัดขาชอร์ต

     นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า การประกาศใช้มาตรการ Uptick Rules ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา คงตอบไม่ได้ว่า ตลท.พึงพอใจหรือไม่ เพราะมีข้อมูลเพียง 6 วันเท่านั้นอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่านี้ แต่เบื้องต้นพบว่ามูลค่าการ Short Sell เฉลี่ย 6 วัน ลดลง 4.47% เมื่อเทียบกับที่เคยประกาศใช้ Uptick Rules ในเดือน เม.ย. พ.ศ.2563 ที่มีมูลค่าการ Short Sell รายวันเฉลี่ย 11.4%

      นอกจากนี้ ในช่วงที่ใช้มาตรการดังกล่าว นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิ 4 วันในช่วง 6 วันที่ผ่านมา ถามว่าต่างชาติกลับมาซื้อ Cover Short หรือไม่ เบื้องต้นยังไม่มีรายละเอียด คาดว่าจะเปิดเผยข้อมูลอีกครั้ง 

     "แม้เราจะเคยใช้มาตรการ Uptick Rules ในช่วงโควิด-19 แต่นำมาเปรียบเทียบกับตอนนี้ไม่ได้ เพราะช่วงโควิดส่งผลกระทบรุนแรงระดับโลก ตลาดหุ้นผันผวนอย่างมาก ซึ่งต่างจากตอนนี้ แต่ ตลท.มอนิเตอร์เรื่องนี้ต่อเนื่องและอาจต้องวัดผลในระยะยาวกว่านี้"

     สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2567 เริ่มเห็นสัญญาณเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในประเทศกำลังพัฒนาแสดงถึงเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว นอกจากนี้ เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้ธนาคารกลางสำคัญในหลายประเทศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหลังจากดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวมากว่า 3 ปี อย่างไรตามผู้ลงทุนยังคงรอธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ อีกทั้งหากพิจารณาข้อมูลในอดีตพบว่าหาก FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในประเทศ Emerging Market

     "ถ้าเฟดลดดอกเบี้ย ฟันด์โฟลว์จะเข้าตลาด Emerging Markets ในช่วงปลายปีนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วงตอนเหนือของเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น บวกเศรษฐกิจทั่วโลกมีสัญญาณที่ดี และ Emerging Markets ยังไม่มีเม็ดเงินไหลเข้ามากนัก ตัวช่วยที่ดีคือการใช้งบประมาณจากภาครัฐฯ ทำให้ทิศทางฟันด์โฟลว์น่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง"

     ขณะที่เศรษฐกิจมหภาคของไทยส่งสัญญาณการฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยวที่เติบโตดีกว่าคาด อีกทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการนำเข้าสินค้าเพื่อนำไปผลิตต่อในภาคเอกชน รวมถึงการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคและการลงทุนของภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการทำงบประมาณมีความล่าช้าในช่วงก่อนหน้า

     ตัวชี้วัดดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังปี 2567 หากพิจารณาอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B ratio) ซึ่งเปรียบเทียบราคาหุ้นของบริษัทกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น

     โดยหุ้นไทยมี P/B ratio ต่ำกว่า 1 ถึง 51.5% แสดงถึงตลาดกำลังประเมินมูลค่าบริษัทต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่หากฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาก็จะเป็นหนึ่งในเป้าหมาย