
ก.ล.ต.-ตลท.แจง Short sell เพิ่มขึ้น เหตุวอลุ่มซื้อขายลดลงถึง 30%
ก.ล.ต.-ตลท. แจง Short sell (YTD) มีสัดส่วน 5.6% จากปีก่อนอยู่ที่ 5.4% เหตุวอลุ่มซื้อขายลดลงถึง 30% ย้ำไม่ห้าม Short sell แต่ทำได้แบบมีเงื่อนไข ต้องไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายล่าสุด และยังไม่เห็นการทำ Short Sell จะเป็นผลลบมากกว่าผลบวก
วันนี้ (9 พ.ย.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมให้ข้อมูลสื่อมวลชน เรื่อง “การติดตามสภาวะตลาดทุนร่วมกันระหว่าง ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ”
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ค่าเฉลี่ยหลักทรัพย์ที่มีการทำธุรกรรม Short sell ทุกประเภทหลักทรัพย์ ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงปัจจุบัน (YTD) มีสัดส่วนอยู่ที่ 5.6% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด จากปีก่อนมีสัดส่วนอยู่ที่ 5.4% โดยไม่ได้มีความแตกต่างจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงมีสัดส่วนในระดับเดิม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต.ได้มีการติดตามข้อมูลตัวเลขดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องและขณะนี้ยังไม่พบข้อผิดปกติแต่อย่างใด
ดังนั้น ขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการห้าม Short Sell โดยยังให้ทำ Short Sell ได้แบบมีเงื่อนไข ต้องไม่ต่ำกว่าราคาซื้อขายล่าสุด ไม่ได้ให้สามารถทำได้ทุกราคา ประกอบกับมีการสอบทานเป็นปกติ
“อยากให้สร้างความมั่นใจว่าที่เราไม่ห้ามทำ Short Sell เพราะเรายังไม่เห็นการทำ Short Sell จะเป็นผลลบมากกว่าผลบวก และจะไม่เป็นไปตามกลไกตลาด หากมีการห้ามทำ Short Sell และจากข้อมูลที่ทาง ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบพบว่าการทำ Short Sell นั้นไม่ได้มีผลกระทบให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงรุนแรง” นางพรอนงค์ กล่าว
ส่วนโปรแกรมเทรดดิ้งที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นนั้น ต้องบอกว่าขณะนี้ไม่ใช่แค่เพียงนักลงทุนต่างชาติเพียงเท่านั้นที่สามารถใช้โปรแกรมซื้อขายได้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆก็ได้ให้บริการกับนักลงทุนรายย่อยด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้มองว่าโปรแกรมเทรดดิ้งถือมีสัดส่วนที่ดีต่อตลาดหุ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย และโปรแกรมเทรดดิ้งเป็นเพียงระบบบริหารจัดการการซื้อขาย ไม่ใช่แค่เป็นโปรแกรมซื้อขายเพื่อหวังแค่เพียงกำไรอย่างเดียว
นางพรอนงค์ กล่าวว่า มีหลายปัจจัยลบที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงไปอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในอดีตเคยเป็นนักลงทุนระยะยาว แต่ปัจจัยโลกเปลี่ยนไป การเข้า-ออกเร็วขึ้น เป็นบทบาทที่เรจะต้องดึงเงินลงทุนต่างชาติให้อยู่ยาวขึ้น
อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าปัจจัยบวกในเชิงนโยบายของรัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้กลับมาได้ และ ก.ล.ต.มองว่าจุดแข็งตลาดทุนไทย คือ มี บจ.ที่ทำเรื่อง ESG ดีๆ ค่อนข้างมาก มีระบบ CG ในระดับสูง น่าจะช่วยดึงดูงต่างชาติที่สนใจเรื่อง Green และธรรมาภิบาล ก.ล.ต.จะยกระดับเรื่อง One-Report เพื่อให้เข้าไปอยู่ในความสนใจของ Green Investor ให้ได้ และขอให้อย่านำความเชื่อที่ไม่มีข้อมูลมาทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในตลาดทุน
ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปริมาณ Short sell ใน 2 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณเท่าเดิม แต่เนื่องจากปีนี้วอลุ่มการซื้อขายลดลง 30% จากปีก่อน ทำให้เปอร์เซ็นสูงขึ้นมาในระดับ 5.6% จากปีก่อน 5.4%
ขณะเดียวกัน ธุรกรรมที่เกิดจากการ Short sell ที่เกิดจากนักลงทุนต่างชาติไม่ได้มีส่วนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปมากเท่าที่ควร แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีการทำธุรกรรมจากบุคคลบางกลุ่มที่ทำ Short sell และมีผลทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปมาก
ส่วนประเด็นของ High Freqeuncy Trading (HFT) ซึ่งเป็น Algorithm Trading มีสัดส่วนเพียง 10% ของวอลุ่มการซื้อขาย และยังมีกลุ่มที่ใช้โปรแกรมเทรดดิ้งประเภท Non-HFT ที่ไม่ได้ใช้ความเร็วราว 24% และที่เหลือไม่ได้ใช้โปรแกรมอัตโนมัติ แต่ใช้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์หรือราว 16% จึงอย่าไปมองว่านักลงทุนต่างชาติใช้โปรแกรมเทรดอัตโนมัติด้วยความเร็ว ทำให้ตลาดหุ้นตก เพราะเพียงสัดส่วน 10% จะมา push ตลาดได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน กลุ่ม HFT และ Non-HFT ส่วนใหญ่จะใช้กลยุทธ์การเลือกสรรหุ้นโฟกัสในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงในกลุ่ม SET50 หรือ SET 100 ไม่ได้สนใจซื้อหุ้นเล็ก แต่คนที่เข้ามาลงทนในหุ้นเล็กส่วนใหญ่ คือ นักลงทุนรายย่อยในไทย รวมทั้งเมื่อมีการขายหุ้นออกมาทั้งตลาด นักลงทุนทุกกลุ่มก็ขายเหมือนกันหมด ไม่ใช่แค่ HFT หรือ โปรแกรมเทรดดิ้ง
ส่วนกรณีที่หุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นคำถามที่ต้องดูว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ คือตัวชี้วัดเศรษฐกิจในประเทศ ถ้าต่างชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น ก็จะสะท้อนความต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศ
“ขณะนี้ทำไมเขามองแบบนั้น ทำไมเขามองว่าดัชนีจะไม่ขึ้น ทั้งที่บริษัทจดทะเบียนของไทยยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ ถ้าเราแสดง Potential ของเศรษฐกิจไทย และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยได้ Sentiment ก็จะเปลี่ยนไป อยู่ที่นักวิเคราะห์ต้องช่วยกัน” นายภากร กล่าว







