posttoday
“ทรีนีตี้” มองปี 67 หุ้นไทยชนะหุ้นโลก ชี้เป้าดัชนี 1,560-1,650 จุด

“ทรีนีตี้” มองปี 67 หุ้นไทยชนะหุ้นโลก ชี้เป้าดัชนี 1,560-1,650 จุด

25 ตุลาคม 2566

“บล.ทรีนีตี้” ชี้ปี 67 หุ้นไทยชนะหุ้นโลก ประเมินเป้าดัชนี 1,560-1,650 จุด รับ GDP โต 3.6% สวนทางประเทศอื่น หลังได้ “ดิจิทัล วอลเล็ต-นักท่องเที่ยว” หนุน และ Valuation ถูก ดอกเบี้ยเริ่มถึงจุดอิ่มตัว คาด EPS บจ. โตกว่า 15% จังหวะซื้อ 4 กลุ่ม ค้าปลีก-นิคมฯ-โทรคมฯ-เฮลธ์แคร์

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2567 อยู่ที่ 1,560-1,650 จุด รับปัจจัยบวกจากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2567 ที่คาดจะเติบโต 3.6% เมื่อเปรียบเทียบกับ 3% ในปี 2566 ในขณะที่ประเทศอื่น เช่น จีน สหรัฐ Euro ต่างมีการเติบโตถดถอยในปี 2567 เมื่อเปรียบเทียบปี 2566   

ทั้งนี้ GDP ของไทยในปี 2567 ที่คาดเติบโต 3.6% เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทยมากขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่าง “ดิจิทัล วอลเล็ต” ซึ่งมีผลต่อการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจจะทำให้ Bond Yields ในไทยสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น 

ประกอบกับ Valuation ใน Forward P/Book Value ที่ถูกเป็นอันดับ 3 ในรอบ 15 ปี, ดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ก่อนจะปรับตัวลดลงในกลางปี 2567 มองดอกเบี้ย Fed Fund จะเริ่มจะลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ในไตรมาส 3/2567 เมื่อ Fed หยุดการขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนในทางบวก ในเอเชียรวมทั้งในไทย มองเงินเฟ้อปี 2567 เริ่มกลับสู่ระดับ 2% ใกล้เคียงกับระดับการเกิด COVID และเริ่มกลับสู่ระดับที่สบายใจของธนาคารกลางทั่วเอเชีย ซึ่งเป็นภาวะที่เปลี่ยนจากเงินเฟ้อสู่ระดับ Low - flation

นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่เติบโตกว่า 15% ในปี 2567 สู่ระดับ 113 บาทต่อหุ้น เมื่อเปรียบเทียบติดลบ 5.4% ในปี 2566 ดังนั้นในปี 2567 หุ้นไทยจะ outperform หุ้นโลก โดยกลุ่มที่แนะนำให้ Overweight คือ กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มโทรคมนาคม และกลุ่มเฮลธ์แคร์ 

ขณะเดียวกัน มองว่า ในปี 2567 นักลงทุนจะซื้อตราสารทุนสุทธิ แต่จะขายตราสารหนี้สุทธิ โดยปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือพันธบัตรไทยประมาณ 9.4 แสนล้านบาท หรือ 11.6% และน้ำหนักของพันธบัตรประเทศไทยใน JP Morgan Local Government Bond index (GBI-EM GD) อยู่ที่ 10% 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลา 10 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.2567 น้ำหนักของพันธบัตรประเทศอินเดียจะถูกรวมเข้าคำนวณในดัชนี อาจจะทำให้ Fund Flow ออกจากพันธบัตรไทย 1.7 แสนล้านบาท เพื่อถูกแทนที่โดยน้ำหนักการลงทุนของพันธบัตรประเทศอินเดีย 

“ปีหน้านักลงทุนต่างชาติจะขายตลาดหุ้นไทยน้อยลง เนื่องจากปี 2566 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยกว่า 1.6-1.7 แสนล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิกว่า 2 แสนล้านบาท ในปี 2565 โดยรวมในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่การใช้ QE ในปี 2553 เป็นต้นมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 8 แสนล้านบาท” ดร.วิศิษฐ์ กล่าว  

ในส่วนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของสหรัฐ มองว่าจะเข้าสู่ระดับพีคในไตรมาส 4/2566 เช่นเดียวกัน Fed Fund ของสหรัฐ จะถึงจุดสูงสุดในไตรมาส 4/2566 ส่วนราคาน้ำมันที่ระดับราคา US$ 100/Barrel จะนำไปสู่ Demand Destruction หรือภาวะน้ำมันแพงนำไปสู่การใช้น้ำมันที่ลดลง ส่วนค่าเงิน US$ อยู่ใน Zone ราคาแพงหรือมูลค่าเกินความเป็นจริง แต่จะยังคงอยู่ในระดับสูงอยู่ แต่การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่ชะลอตัวจะเป็นไปอย่างช้าๆ

สำหรับทิศทางการลงทุนในช่วงไตรมาส 4/2566 มองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะผันผวนสูงมากในช่วงสั้น Fund Flow ยังคงไหลออกจากตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นทั่วทั้งภูมิภาค โดยมีสินทรัพย์เสี่ยงตอบสนองต่อข่าวทุกอย่างเป็นข่าวร้าย ซึ่งในเชิงของ Asset Allocation ในช่วงสั้น 1-2 เดือน แนะนำลงทุนให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น หรือเทอมฟันด์ และหาจังหวะลงทุนในหุ้นไทยที่มีปันผลสูง เนื่องจากราคาหุ้นได้ลดลงมากแล้วทำให้หุ้นที่มีปันผลสูงจะได้รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้า เมื่อเหตุการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย ในเชิงของหุ้นที่จะ outperform จะมีลักษณะ low Beta, เงินปันผลในอนาคตสูง (Forward Dividend) และค่า P/E ต่ำ

“โค้งสุดท้ายปีนี้ Fund Flow ผันผวน แต่ข่าวดี คือเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.นี้ และปีนี้จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีกเลย ดังนั้นเมื่อคงดอกเบี้ย ตลาดหุ้นจะตอบสนองในทางบวก แต่เจอสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ทำให้ไปโฟกัสตรงนั้นมากกว่า” ดร.วิศิษฐ์ กล่าว 
 
ทั้งนี้ ในปี 2566 ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดลบกว่า 13% เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นผ่านการขึ้นดอกเบี้ยหลายๆ ครั้งของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก จะทำให้ Bond Yield ของสหรัฐ สูงสุดในรอบกว่า 10 ปี สภาพคล่องภายในที่ลดลงอย่างมาก ความไม่มีเสถียรภาพของปัจจัยทางการเมืองในช่วงครึ่งปีแรก ความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทยกว่า 1.7 แสนล้านบาท เกือบ 84% ของเม็ดเงินที่ไหลเข้าในปี 2565 ขณะที่ซื้อพันธบัตรเบาบางเพียง 2 หมื่นล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่