
ตลท.เผยครึ่งแรกปี 66 บจ.กำไรสุทธิ 456,787 ล้าน ลดลง 26.6%
ตลท.เผยครึ่งแรกปี 66 บจ. มีกำไรสุทธิ 456,787 ล้านบาท ลดลง 26.6% เหตุราคาน้ำมัน-ค่าการกลั่นลดลง กระทบกำไรธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี ส่วน บจ.ใน mai มีกำไรสุทธิ 1,503 ล้านบาท ลดลง 7.09% หลังบันทึกค่าใช้จ่ายขาดทุนจากรายการพิเศษและตั้งด้อยค่า บจ. แห่งหนึ่ง
นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 764 บริษัท คิดเป็น 92.49% จากทั้งหมด 826 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด วันที่ 30 มิ.ย.2566 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกปี 2566 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 577 บริษัท คิดเป็น 75.52% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
โดยผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกปี 2566 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 8,339,880 ล้านบาท ลดลง 2.8% ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มสูงขึ้น 7.8% จากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังโควิด ซึ่งส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) และกำไรสุทธิ 456,787 ล้านบาท ลดลง 26.6%
สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 30 มิ.ย.2566 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ระดับ 1.53 เท่า ลดลงจาก 1.59 เท่า ในครึ่งแรกปี 2565
“ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีให้ยอดขายและกำไรอ่อนตัวลงค่อนข้างมาก แต่หากพิจารณาธุรกิจอื่นไม่รวมธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี จะพบว่ายอดขายขยายตัวพอประมาณที่ 4.5% โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และสายการบิน อย่างไรก็ดี บจ. ต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจหลากหลายปัจจัย รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ยืนอยู่ในระดับสูง กิจกรรมการขายที่ฟื้นตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีกด้วย” นายแมนพงศ์ กล่าว
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 200 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 207 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยงวดสะสม 6 เดือน ปี 2566 พบ บจ. รายงานกำไรสุทธิจำนวน 135 บริษัท คิดเป็น 68% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
ผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2566 ของ บจ. mai เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 95,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% ต้นทุนขาย 71,014 ล้านบาท ลดลง 0.3% โดย บจ. สามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 24.2% เป็น 25.4% อย่างไรก็ดี เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มสูงขึ้น 14.5% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง 14.1% อยู่ที่ 5,550 ล้านบาท
โดย บจ. มีกำไรสุทธิรวม 1,503 ล้านบาท ลดลง 70.9% เนื่องจากครึ่งแรกปี 2566 มีรายการบันทึกค่าใช้จ่ายขาดทุนจากรายการพิเศษและการตั้งด้อยค่าของ บจ. แห่งหนึ่ง มูลค่า 1,999 ล้านบาท ขณะที่งวดเดียวกันปีก่อนหน้า มีการบันทึกกำไรจากการขายโรงไฟฟ้าของ บจ. แห่งหนึ่ง มูลค่ารวม 1,423 ล้านบาท หากไม่นับรวมรายการพิเศษขนาดใหญ่ดังกล่าว ครึ่งแรกปี 2566 ของ บจ. mai มีกำไรสุทธิลดลง 26.7%
ด้านผลประกอบการไตรมาส 2/2566 บจ. มียอดขายรวม 47,028 ล้านบาท ลดลง 2.0% ต้นทุนขาย 35,173 ลดลง 2.9% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 24.5% เป็น 25.2% อย่างไรก็ดี การที่ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มสูงขึ้นถึง 15.6% ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง 35.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“ครึ่งแรกปี 2566 แม้ บจ. ส่วนใหญ่มียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติและมีการปรับเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานทั้งอัตราค่าจ้างและกำลังคน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง อย่างไรก็ดี พบ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ยังคงเติบโตทั้งยอดขาย กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิ ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มธุรกิจการเงิน” นายประพันธ์ กล่าว
ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 325,293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.80 เท่า ลดลงจากปี 2565 ที่เท่ากับ 0.82 เท่า
ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 207 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค.2566) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 481.94 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 484,408.17 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 2,599.47 ล้านบาทต่อวัน







