
SET ลุ้นปรับตัวขึ้น หลังบาทแข็ง หนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ รับเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่า เป็นปัจจัยบวกด้านฟันด์โฟลว์ และปัจจัยการเมือง คาดลดอิทธิพลต่อดัชนี หลังเลื่อนโหวตนายกฯ 27 ก.ค.นี้ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ PTTGC และ KCE
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ โดยมีแนวต้านที่1,535 และ 1,545 จุด ตามลำดับ หลังทางเทคนิคดัชนียืนได้บริเวณแนวรับ 1,517 จุด และเงินบาทที่เริ่มกลับมาแข็งค่าเป็นปัจจัยบวกด้าน fund flow ขณะที่ปัจจัยการเมือง คาดลดอิทธิพลต่อดัชนี เนื่องจากวันที่ 27 ก.ค.นี้ เลื่อนโหวตนายกฯ และก่อนเข้าสู่ช่วงหยุดยาววันหยุดราชการ
ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET ยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเริ่มคลายกังวลการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในระดับนึง และกำลังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของ FED, ECB และ BOJ ในสัปดาห์นี้
โดยในส่วนของ FED คาดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายของปี และตลาดได้รับรู้ไปแล้วดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ในธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้นที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 จะยิ่งเติบโตได้ดี YoY และ QoQ เลือก BBL ADVANC BEM GULF
2. หุ้นเก็งกำไรที่คาดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 มีโอกาสดีกว่าตลาดคาด เลือก HMPRO SCGP
3. นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้แนะนำหุ้นเก็งกพไร หากประเด็นการเมืองในไทยเปลี่ยนแปลง เลือก CPAXT BJC TNP AMATA OSP HTC KCE HANA
ขณะที่ช่วงสั้นแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนสำหรับ 1) หุ้นกลุ่มอาหาร (TU CPF GFPT BTG) หลังมองมีโอกาศที่ตลาดจะปรับลดคาดการณ์กำไรลงหลังประกาศงบไตรมาส 2/2566 ซึ่งคาดภาพรวมอ่อนทั้ง YoY และ QoQ
2) คาดได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ จากำลังซื้อภาคเกษตรที่ลดลง ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (GLOBAL) กลุ่มสินเชื่อ (MTC SAWAD) กลุ่มยานยนต์ (SAT STANLY) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG มีต้นทุนน้ำตาลสูง) กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (CKP) รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF GFPT)
และ 3) หุ้นท่องเที่ยวที่อาจได้รับกระทบเชิงลบจากประเด็นการเมือง
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ PTTGC มองได้ประโยชน์จากราคาน้พมันฟื้นตัว ขณะที่สัดส่วนก๊าซในอ่าวไทยทยอยปรับขึ้นจะช่วยลดต้นทุน และแนวโน้มไตรมาส 2/2566 คาดผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวดีขึ้นได้บ้าง QoQ อีกทั้งValuation ไม่แพง เทรดที่ 0.5 PBV และคาดให้ Div. Yield ปีนี้ราว 3.1%
KCE มองผลประกอบการคาดจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในครึ่งหลังปี 2566 จาก Pent up demand โดยเฉพาะจากลูกค้าฝั่งยุโรป ซึ่งคาดจะชดเชยการปรับลดราคาขายให้กับลูกค้าได้ และคาดจะดีต่อเนื่องไปถึงปี 2567 ที่มีการขยายกำลังผลิตครั้งใหญ่







