posttoday
บล.ทรีนีตี้ มองบวกกรณีปิดแบงก์ในสหรัฐ  คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25%

บล.ทรีนีตี้ มองบวกกรณีปิดแบงก์ในสหรัฐ คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25%

13 มีนาคม 2566

บล.ทรีนีตี้ ชี้สภาพคล่องในสหรัฐยังปกติ มองบวกต่อกรณีปิดแบงก์ เชื่อเฟดกล้าปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพียงแค่ 0.25%

จากสถานการณ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐได้ปิด ธนาคาร Silvergate ธนาคาร Silicon Valley (SVB) และล่าสุดคือธนาคาร Signature Bank นั้น ทางนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า


จากปัญหาที่เกิดขึ้นในฝั่งสถาบันการเงินสหรัฐฯ ตอนนี้ เป็นปัญหาทางด้านสภาพคล่องเป็นหลัก ซึ่งมีที่มาจากการสะสมของปัจจัยกดดันต่าง ๆ ทั้งการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด การถอดถอนสภาพคล่องของ Fed ภาวะ Earning contraction และภาวะขาลงของสินทรัพย์ Digital และ cryptocurrency

 

ดังนั้นจึงส่งผลให้เมื่อบริษัทที่เผชิญปัญหาเหล่านี้ต้องการสภาพคล่องแบบทันทีทันใด ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาสภาพคล่องให้ก่อนหน้านี้จึงเตรียมการไม่ทัน และเมื่อต้องการเตรียมการ ก็เผชิญกับผลขาดทุนทางด้านราคาสินทรัพย์เข้าไปอีก จากการที่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่สูงกว่าระดับในอดีต ส่งผลให้สถาบันการเงินเหล่านี้เผชิญกับวิกฤติสภาพคล่องแบบทันทีทันใด และทำให้ถูกสั่งปิดกิจการลงทันที

 

โดยนายณัฐชาต มองผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าวว่า เป็นปัญหาทางด้านสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นหลัก ซึ่งถึงแม้ปัญหาแรกอาจยังต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข ส่วนปัญหาที่สองดูเหมือนจะได้รับการเยียวยาในเชิงบวกบ้างแล้ว

 

หลังจากที่ล่าสุดทางการสหรัฐฯได้ทำตัวเป็น The last resort ออกมาตรการ Backstop เพื่อจัดหาสภาพคล่องฉุกเฉิน (Funding program) ให้กับธนาคารที่ประสบปัญหา และการันตีเงินฝากของผู้ฝากเงินทั้งในส่วนที่ได้รับความคุ้มครองและไม่ได้รับความคุ้มครอง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ล่าสุดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายตอบรับเชิงบวกขึ้นได้บ้าง

 

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบสัญญาณต่าง ๆ ล่าสุดในตลาด พบว่าเครื่องชี้สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินสหรัฐฯแม้ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ถือว่าส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

ไม่ว่าจะดูจากเครื่องชี้ LIBOR-OIS spread (รูปที่ 1), TED spread (รูปที่ 2), หรือ CDS ของธนาคารขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในสหรัฐฯ (รูปที่ 3) ไม่ต้องพูดถึงสัญญาณสภาพคล่องในตลาดไทย ซึ่งก็ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติมากเช่นเดียวกัน

 

รวมถึง ยังมองผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับตลาดไทยอาจจะมาผ่านช่องทาง Wealth effect ของนักลงทุนบางส่วนที่มี Exposure กับหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินสหรัฐฯ ซึ่งบางกองทุนนั้นมีการลงทุนในหุ้น SVB อยู่ประปราย โดยภาพรวมผลกระทบส่วนนี้ในเชิงตัวเลขจึงไม่น่าจะมีนัยสำคัญมากนัก

 

เช่นเดียวกับที่มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นล่าสุดอาจกลับกลายเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมต่อมายังภาวะการลงทุนในตลาดทุนโลกช่วงต่อไป ผ่านช่องทางการปรับเปลี่ยนโหมดนโยบายการเงินและนโยบายการคลังของสหรัฐ

 

โดยเฉพาะตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หรือเฟด เอง ที่ล่าสุดมองว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นแล้วที่เฟดจะมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพียงแค่ 0.25% ในการประชุมวันที่ 21-22 มีนาคมนี้ ซึ่งล่าสุดดูเหมือนว่าตลาดจะเชื่อแล้ว 100% ด้วยเช่นกัน (รูปที่ 4) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง มองว่าจะกลายมาเป็น Positive knock-on effect ทำให้ปัจจัยปัญหาวิกฤติสภาพคล่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ผ่อนคลายลงต่อได้อีก

 

โดยนายณัฐชาต ได้ให้คำแนะนำแก่นักลงทุนว่าควรถือครองหุ้นที่ได้เข้าสะสมไปที่บริเวณแนวรับดัชนีแรกของเราเดือนนี้ที่ 1580-1600 จุด มองหากราคาหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินของไทยปรับตัวลงจากความกังวลจากเหตุการณ์ในสหรัฐฯช่วงนี้ มองเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อ (Buy on dip) รวมไปถึงหุ้นกลุ่ม Bond-like เช่น REIT/IFF และกลุ่ม Defensive อย่าง Utilities ที่ได้ประโยชน์จากการปรับตัวลดลงของ Bond yield อย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตามมีรายงานตัวเลขตลาดแรงงานเมื่อคืนวันศุกร์มีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้ คือ 

  • ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) เพิ่มขึ้น 3.1 แสนตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.3 แสนตำแหน่ง
  • อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.6% สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.4%
  • อัตราค่าจ้างรายชั่วโมงขยายตัว 4.6% YoY และ 0.2% MoM ใกล้เคียงตลาดคาด

 

ด้วยตัวเลขสำคัญทั้งสามที่ออกมาดังกล่าว ไม่ได้เอนเอียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ดังนั้น อาจต้องรอดูตัวเลขสำคัญถัดไปนั่นก็คือเงินเฟ้อที่จะออกมาในสัปดาห์นี้ แต่ปัจจัยดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นปัจจัยรองและอาจจะมีอิทธิพลน้อยลงแล้ว (หากตัวเลขไม่ได้ออกมา Surprise ในด้านบวกมากๆ) หลังจากที่มีปัญหาความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินในสหรัฐฯล่าสุด ดังที่เราวิเคราะห์ไว้ในข้างต้น


รูปที่ 1: 3M U.S. LIBOR-OIS spread
 

บล.ทรีนีตี้ มองบวกกรณีปิดแบงก์ในสหรัฐ  คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25%


รูปที่ 2: TED spread


บล.ทรีนีตี้ มองบวกกรณีปิดแบงก์ในสหรัฐ  คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25%

 

รูปที่ 3: CDS spread ของธนาคารขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในสหรัฐฯ

บล.ทรีนีตี้ มองบวกกรณีปิดแบงก์ในสหรัฐ  คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25%

รูปที่ 4: นักลงทุนในตลาดกลับลำมาเชื่อแล้วว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 25bps ในการประชุมเดือนมีนาคมนี้

บล.ทรีนีตี้ มองบวกกรณีปิดแบงก์ในสหรัฐ  คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.25%

 

 

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่