
ตลาดทุนจี้รัฐทบทวน เก็บภาษีขายหุ้น ตลาดพัง-ต่างชาติหนี
ตลาดทุนจี้รัฐทบทวน เก็บภาษีขายหุ้น หวั่นซ้ำเติมตลาดทุน-ต่างชาติซบตลาดอื่น เหตุต้นทุนพุ่ง ไร้แรงดึงดูดนักลงทุน
จากการที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอัตรา 0.10% เมื่อรวมภาษีท้องถิ่น ตามหลักการที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยในปีแรกจะจัดเก็บเพียงครึ่งหนึ่งหรือในอัตรา 0.055% โดยจะออกเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะและกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉบับที่.. พ.ศ. ....และจะจัดเก็บเมื่อพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา เบื้องต้นกระทรวงการคลังคาดว่าจะเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล 1.6-2 หมื่นล้านบาทต่อปีนั้น เหล่าคนในวงการตลาดทุนต่างออกมาให้ความเห็นค้านเป็นเสียงเดียวกัน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการเก็บภาษีขายหุ้น และยังยืนยันว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม รัฐบาลควรทบทวนมติดังกล่าว เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ประเทศในตลาดเกิดใหม่จะเกิดปัญหา ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องโดยรวมอยู่แล้ว การเก็บภาษีขายหุ้นจะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องขึ้นไปอีก ประเทศสิงคโปร์ไม่มีการเก็บภาษีขายหุ้น ขณะที่ประเทศไทยมีย่อมหมายความว่าเราไม่สามารถแข่งขันดึงดูดนักลงทุนกับสิงคโปร์ได้
ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และอดีตประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีขายหุ้นเพราะห่วงเรื่อง สภาพคล่องในตลาดหุ้น ซึ่งครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นไทยมาจากกองทุนต่างชาติ ที่มีการจ่ายค่าธรรมเนียมซื้อขายค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเป็นการซื้อขายผ่านโปรแกรมเทรด และวันนี้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน แน่นอนว่าเมื่อมีการเก็บภาษีขายหุ้นจะเป็นการเพิ่มต้นทุน และดึงให้นักลงทุนกลุ่มนี้โยกย้ายไปตลาดอื่น ซึ่งเคยประเมินไว้เมื่อต้นปี 2565 ว่าอาจกระทบต่อสภาพคล่องถึง 40% ของการซื้อขายในตลาดหุ้นเลยทีเดียว ขณะที่ประเทศไทยมีนักลงทุนในตลาดหุ้นเพียง 3 ล้านคน ซึ่งถือว่าน้อยมาก
“ความจริงตลาดทุนมีการเสียภาษีมากอยู่แล้ว ยกตัวอย่างการซื้อขายหุ้นทุกทรานเช็กซั่นต้องเสียแวต 7% และเมื่อได้รับเงินปันผลต้องเสียภาษี 10% ขณะที่นิติบุคคลซื้อขายหุ้น ก็ต้องเสียภาษี 20% จากรายได้ และความจริงฐานภาษีที่รัฐจัดเก็บได้มากสุดก็มาจาก ภาษีนิติบุคคล จากการที่บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุน ซึ่งต้องโปร่งใส แสดงงบการเงินให้เห็น ดังนั้นรัฐเป็นฝ่ายได้ การยกเว้นเก็บภาษีขายหุ้น จึงเป็นการส่งเสริมให้กิจการอยากเข้าตลาด รัฐจึงต้องมองผลในระยะยาวด้วยว่าคุ้มค่ากว่าเม็ดเงินที่ได้จากการเก็บภาษีขายหุ้นหรือไม่"
นายนิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนคุณภาพ หรือ Value Investor : VI กล่าวว่า ตลาดทุนเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศให้การส่งเสริมให้มีการเติบโตพัฒนา เพราะตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศที่ดีมาก เนื่องจากการระดมทุนผ่านตลาดทุนทำได้ง่าย และเป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพสูง จึงให้สิทธิประโยชน์ภาษีเป็นพิเศษ เหมือนกับกรณีการส่งเสริมการลงทุน ของบีโอไอ จึงเป็นเหตุผลว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่เก็บภาษีขายหุ้น และเงินที่รัฐจะได้จากภาษีขายหุ้น มองว่าไม่ได้มาก จึงไม่คุ้มเมื่อเทียบกับการมีตลาดทุนที่คึกคัก รัฐน่าจะไปหาแหล่งรายได้ภาษีอื่น ๆ ดีกว่า เพราะหากต้องเก็บภาษีส่วนนี้และทำให้ตลาดทุนไทยด้อยลงไป ไม่คุ้มค่าที่จะทำ
“คาดการณ์ว่าในอนาคตจะนำไปสู่การเก็บภาษี " capital gain tax " หากรายได้ที่รัฐจัดเก็บไม่เพียงพอ ซึ่งจะกระทบนักลงทุนระยะยาว เป็นการฆ่าตลาดทุน ทำให้ตลาดทุนวาย ไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุน นักลงทุนกังวลตรงนั้นมากกว่า"







