
ธปท. เปิด 5 เสาหลัก “Bangkok Blueprint” สู้สแกมเมอร์ข้ามแดน
ธปท. ร่วมมือ IMF และธนาคารโลก ชูกรอบแนวทาง Bangkok Blueprint กำหนด 5 เสาหลัก 12 ข้อพิจารณา เวที IMF-World Bank Group 2026 สกัดกั้นภัยไซเบอร์และการฉ้อโกงทางการเงินข้ามพรมแดนได้อย่างเป็นระบบ
KEY
POINTS
- ธปท. ร่วมกับ IMF และ World Bank เปิดตัว “Bangkok Blueprint” เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระดับโลกในการป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลและสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน
- “Bangkok Blueprint” ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างรากฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง, การยกระดับวงจรการลดความเสี่ยง, การใช้ประโยชน์จากกรอบที่มีอยู่, การขยายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ และการส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภค
- เป้าหมายของ “Bangkok Blueprint” คือการรับมือกับภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น เพื่อสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการทั่วโลก
การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
หนึ่งในเวทีไฮไลท์ของวันนี้ (14 ต.ค.2569) คือ การนำเสนอ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกัน และสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ธปท. ร่วมกับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดตัวแผนแม่บทความร่วมมือระดับโลก “Bangkok Blueprint for Fraud Resilient Financial Services” เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากการฉ้อโกงทางไซเบอร์และสแกมเมอร์ที่ทวีความรุนแรงและเชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน
ทั้งนี้ การเงินดิจิทัล (Digital Finance) ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทำให้บริการทางการเงินรวดเร็วขึ้น มีราคาถูกลง และเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการเงินดิจิทัลได้สร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สถิติภัยไซเบอร์ระดับโลก สถานการณ์ในไทยเริ่มดีขึ้น
นายวิทัย เปิดเผยข้อมูลสถิติด้านภัยการเงินดิจิทัลว่า ระดับโลก ในปี 2568 คาดการณ์มูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงทั่วโลกสูงเกินกว่า 442,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คดีการฉ้อโกงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ส่วนภูมิภาคเอเชีย ในปี 2567 ความเสียหายจากการฉ้อโกงในเอเชียสูงถึง 67% ของมูลค่าความเสียหายรวมทั่วโลก ซึ่งทำให้ภูมิภาคนี้สะสมประสบการณ์และบทเรียนสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้ป้องกันความเสี่ยงได้
ขณะที่ประเทศไทย ความเสียหายทางการเงินจากการฉ้อโกงเคยสูงเกิน 43,000 ล้านบาท ในปี 2567 ก่อนจะลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาท ในปี 2568
สถิติล่าสุด ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มูลค่าความเสียหายลดลงเหลือเพียงกว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลดลงอย่างมาก เป็นผลมาจากมาตรการความร่วมมือและการจัดการอย่างเป็นระบบ
ธปท. ชูวาระ SIDF เร่งรับมือ 3 ความเสี่ยงใหญ่
ทั้งนี้ ธปท. ได้ผลักดันวาระ Safe & Inclusive Digital Finance (SIDF) เพื่อสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม ภายใต้หลักการสำคัญว่า “เมื่อการเงินดิจิทัลพัฒนาก้าวหน้า ความไว้วางใจและความยืดหยุ่นต้องก้าวไปพร้อมกัน”
สำหรับ 3 ประเด็นความเสี่ยงหลักที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่
1. การเพิ่มขึ้นของการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
2. ความเสี่ยงทางไซเบอร์และปฏิบัติการที่สูงขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
3. ระบบนิเวศของเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI ที่นำมาใช้ในภาคการเงิน ซึ่งต้องมีระบบการกำกับดูแลและมาตรการคุ้มครองที่เท่าทันกับนวัตกรรม
เปิดโครงสร้าง 5 เสาหลัก “Bangkok Blueprint”
แผนแม่บท Bangkok Blueprint ได้กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ข้อ ครอบคลุม 5 เสาหลัก เพื่อเป็นกรอบแนวทางปฏิบัติระดับสถาบันและระดับประเทศ ประกอบด้วย
เสาที่ 1 การสร้างรากฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง (Stronger Legal Foundations) มีเจ้าภาพระดับชาติที่ชัดเจน กำหนดความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน และมอบอำนาจทางกฎหมายอย่างเพียงพอ
เสาที่ 2 การยกระดับวงจรการลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกง ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ มาตรการป้องกันเชิงปรับตัว การตรวจจับทั่วทั้งระบบ ไปจนถึงการรับมือและการฟื้นฟูความเสียหายอย่างบูรณาการ
เสาที่ 3 การใช้ประโยชน์จากกรอบการลดความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิม
เสาที่ 4 การขยายความร่วมมือทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการปฏิบัติการร่วมกันอย่างทันท่วงที
เสาที่ 5 การส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและการสร้างความยืดหยุ่นทางระบบ
จากสกัดบัญชีม้า สู่คุมเข้มทองคำ-สินทรัพย์ดิจิทัล
นายวิทัย ระบุว่า รูปแบบการฉ้อโกงได้เปลี่ยนจากการทำธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต ไปสู่สแกมการโอนเงินที่ซับซ้อนขึ้น ประเทศไทยจึงได้บังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อวางรากฐานกฎหมายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การระงับบัญชีอย่างรวดเร็ว และการร่วมรับผิดชอบข้ามภาคส่วน
นอกจากนี้ ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ขยายมาตรการสกัดกั้นเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย เนื่องจากเงินที่ได้จากการฉ้อโกงมักถูกยักย้ายผ่านบัญชีม้า ก่อนจะถูกถอนเป็นเงินสดไปแปลงเป็นทองคำ, เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT
มาตรการสำคัญที่ ธปท. ได้ดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่
- เข้มงวดการรายงานการถอนเงินสดมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
- ควบคุมการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำมูลค่าสูง
- เพิ่มการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- ร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เสริมความปลอดภัยในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการซื้อขาย USDT
- ออกกรอบการคุ้มครองภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ร่วมกับสถาบันการเงิน
ต่อยอดสู่เอกสารแนวปฏิบัติระดับภูมิภาค
เพื่อส่งเสริมการนำแผนแม่บทไปปฏิบัติจริง ธปท. ได้จัดทำเอกสารประมวลประสบการณ์ “The Bangkok Blueprint in Action: Regional Experience and Policy Lessons for Fraud Resilient Financial Services” โดยรวบรวมบทเรียนและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจาก ฮ่องกง, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย เพื่อช่วยผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกในการปิดช่องโหว่และเสริมสร้างแนวป้องกันระดับชาติต่อไป







