
เศรษฐกิจไทยติดกับดัก 3 วิกฤต ค่าครองชีพสูง หนี้ท่วม พลังงานแพง
เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกบีบจากอาหารและพลังงานแพง ขณะที่หนี้ครัวเรือนเกิน 15 ล้านล้านบาท กองทุนน้ำมันติดลบแสนล้าน ซ้ำเติมกำลังซื้อและ SME
KEY
POINTS
- ค่าครองชีพบีบกำลังซื้อ: น้ำท่วมดันราคาอาหารสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนแบกภาระหนี้และรายได้ไม่เพียงพอ เงินเยียวยา 9,000 บาทยังถูกมองว่าไม่ครอบคลุมความเสียหาย
- พลังงานติดกับดักการคลัง: กองทุนน้ำมันติดลบ 100,000 ล้านบาท รัฐจำกัดการอุดหนุนดีเซล แต่ทางเลือกลดภาษีหรือกู้เงินเพิ่มติดข้อจำกัดด้านรายได้และหนี้สาธารณะ
- เศรษฐกิจฟื้นแบบ K-Shaped: GDP ยังขยายตัว แต่หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 90% ของ GDP สินเชื่อ SME หดตัว 16 ไตรมาส สะท้อนการฟื้นตัวที่กระจุกตัวและเข้าไม่ถึงเศรษฐกิจฐานราก
เศรษฐกิจโต แต่ทำไมประชาชนยังเหนื่อย?
ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่าการทำให้ GDP กลับมาเติบโต เพราะแม้ประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 จะขยายตัวราว 2.3–3% แต่การเติบโตไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นพร้อมกัน
ปัญหาสำคัญคือเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบ K-Shaped Recovery หรือการฟื้นตัวที่แยกออกเป็นสองทิศทาง กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้
ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SME กลับเผชิญต้นทุนสูง หนี้สินสะสม และข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน
ความเปราะบางดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อประเทศไทยเผชิญแรงกดดันพร้อมกันสามด้าน ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และฐานะการคลังของรัฐบาลที่มีข้อจำกัดในการนำเงินมาแก้ปัญหา
น้ำท่วมซ้ำเติมค่าครองชีพ รายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายสูงขึ้น
อุทกภัยในหลายพื้นที่ ทั้งฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และ 14 จังหวัดภาคใต้ ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลต่อปริมาณสินค้าเกษตรในตลาด จนเกิดภาวะขาดแคลนและผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้น
ตัวอย่างชัดเจนคือราคาไข่ไก่ที่ปรับขึ้นแตะฟองละ 4 บาท ขณะที่ราคาไข่เป็ดหน้าฟาร์มในจังหวัดสุพรรณบุรีเพิ่มเป็น 160 บาทต่อ 30 ฟอง หรือเฉลี่ยมากกว่า 5 บาทต่อฟอง
สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหา เงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Inflation) กล่าวคือ ราคาสินค้าสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิต พลังงาน และข้อจำกัดด้านปริมาณสินค้า ไม่ใช่เพราะประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
ตรงกันข้าม กำลังซื้อภายในประเทศกลับอ่อนแอ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อสินค้าจำเป็น ทั้งที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามภาระค่าใช้จ่าย
รัฐบาลพยายามบรรเทาปัญหาผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ”ของกระทรวงพาณิชย์ นำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้าน ลงสู่พื้นที่ประสบภัย
อย่างไรก็ตาม เงินเยียวยาอุทกภัยเบื้องต้น 9,000 บาท ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่ประชาชนต้องแบกรับ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีภาระหนี้อยู่ก่อนแล้ว
กองทุนน้ำมันติดลบแสนล้าน ทางเลือกพยุงดีเซลเริ่มตีบตัน
อีกแรงกดดันสำคัญมาจากภาคพลังงาน เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระติดลบสะสมสูงถึง 100,000 ล้านบาท จากการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพื่อประคองต้นทุนภาคขนส่งและเศรษฐกิจ
ภาระดังกล่าวทำให้กระทรวงพลังงานต้องปรับลดวงเงินชดเชยดีเซลจาก 700 ล้านบาท เหลือ 300 ล้านบาท เพิ่มแรงกดดันต่อราคาขายปลีกน้ำมัน และอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการ
ปัญหาคือรัฐบาลมีทางเลือกเชิงนโยบายจำกัด
การขอให้โรงกลั่นลดราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่มเติมทำได้ยาก หลังภาคเอกชนเคยปรับลดให้แล้ว 4 บาทต่อลิตร ขณะที่การลดภาษีสรรพสามิตดีเซลอาจช่วยบรรเทาราคาน้ำมันได้ แต่ต้องแลกกับรายได้ภาครัฐที่ลดลงในช่วงที่ฐานะการคลังตึงตัว
ส่วนการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันก็เผชิญข้อจำกัดจากเพดานหนี้สาธารณะ
ยิ่งไปกว่านั้น กรอบคาดการณ์ในรายงานยังประเมินว่าราคาน้ำมันดิบโลกอาจทรงตัวในระดับสูงที่ 90–110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปจนถึงกลางปีหน้า ทำให้ภาระพยุงราคาพลังงานยังเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาล
หนี้ครัวเรือน 15 ล้านล้านบาท กับเศรษฐกิจที่ขาดแรงส่งจากฐานราก
เมื่อค่าครองชีพและพลังงานแพงขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงยิ่งกลายเป็นแรงฉุดเศรษฐกิจ
หนี้ครัวเรือนไทยสะสมมากกว่า 15 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของ GDP ที่มีมูลค่าประมาณ 16 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ารายได้จำนวนมากของประชาชนต้องนำไปใช้ชำระภาระหนี้ แทนที่จะนำไปบริโภคหรือสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่
มาตรการพักหนี้ที่ผ่านมาอาจช่วยชะลอภาระการชำระเงินได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ทำให้หนี้หมดไป หากลูกหนี้ยังไม่มีรายได้ใหม่เข้ามารองรับ
ตัวเลขกลุ่มรายได้น้อยสะท้อนปัญหาชัดเจน โดยประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีตัวอย่างรายได้เฉลี่ยเพียง 8,900 บาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 7,700 บาท ต้องเผชิญข้อจำกัดในการใช้จ่ายและชำระหนี้
ข้อมูลยังระบุว่าประชาชนกลุ่มนี้ประมาณ 30% เผชิญปัญหาชำระหนี้หรืออยู่ในกลุ่มเปราะบาง ขณะที่อัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 63%
นั่นหมายความว่า เมื่อประชาชนต้องการเงินทุนมาประคองชีวิตหรือประกอบอาชีพ ระบบสินเชื่อกลับไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้อย่างทั่วถึง
SME สินเชื่อหด 16 ไตรมาส ส่งออกโตแต่ผลประโยชน์กระจุกตัว
สถานการณ์ภาคธุรกิจรายย่อยไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ไตรมาส แม้แต่ SME กลุ่มที่มีศักยภาพดีที่สุด 30% แรก ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีอัตราเข้าถึงสินเชื่อสูงถึง 63%
ช่องว่างดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนการฟื้นตัวแบบ K-Shaped ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเงินทุนและโอกาสเติบโตได้มากกว่า ขณะที่ SME จำนวนมากขาดเงินทุนสำหรับหมุนเวียนหรือขยายกิจการ
ในด้านการส่งออก แม้มูลค่าส่งออกรวมเติบโตถึง 17–18% แต่แรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเติบโตเกือบ 40% ขณะที่สินค้า Non-AI ขยายตัวเพียง 5%
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ตัวเลขการส่งออกที่เติบโตสูงสามารถส่งต่อประโยชน์มาถึงผู้ประกอบการและแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศได้มากเพียงใด
โดยเฉพาะเมื่อการบริโภคภาคเอกชนมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของ GDP แต่ประชาชนยังเผชิญปัญหาหนี้สินและค่าครองชีพที่จำกัดความสามารถในการจับจ่าย
การคลังไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้าง ก่อนปัญหาลุกลาม
แรงกดดันทั้งหมดกำลังย้อนกลับมาสู่โจทย์ใหญ่ของกระทรวงการคลัง นั่นคือรัฐบาลจะหาเงินจากที่ใดมาบรรเทาความเดือดร้อน ในขณะที่ระบบจัดเก็บรายได้ยังยึดติดโครงสร้างเดิม และไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการค้าโลก
ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การอัดฉีดเงินระยะสั้น แต่รวมถึงการปรับมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยชั่วคราว การผ่อนผันภาษีแก่ผู้ประสบภัย และการเร่งปรับโครงสร้างการผลิตควบคู่กับการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ
โจทย์สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงทำให้ GDP เติบโต แต่ต้องทำให้การเติบโตกระจายไปถึงประชาชนและธุรกิจรายย่อย
เพราะหากรายได้ประชาชนไม่เพิ่ม หนี้สินไม่ลด และ SME ยังเข้าไม่ถึงเงินทุน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำได้เพียงประคองสถานการณ์ระยะสั้น โดยไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง
ท้ายที่สุด วิกฤตค่าครองชีพ พลังงาน และการเงินการคลัง จึงไม่ใช่ปัญหาแยกส่วน แต่เป็นวงจรที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า กำลังซื้อ ไปจนถึงความสามารถของรัฐบาลในการใช้งบประมาณ
และนี่คือบททดสอบว่าเศรษฐกิจไทยจะหลุดจากวงจรการประคองปัญหาระยะสั้น ไปสู่การฟื้นตัวที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงได้หรือไม่
ที่มา : เนชั่นสุดสัปดาห์กับ3บก.







