posttoday
TDRI ชี้คัดกรองคนจนยังไม่แม่น แนะใช้ Digital ID ลดตกหล่นบัตรสวัสดิการฯ

TDRI ชี้คัดกรองคนจนยังไม่แม่น แนะใช้ Digital ID ลดตกหล่นบัตรสวัสดิการฯ

22 กรกฎาคม 2569

ดร.นณริฏ TDRI ชี้การคัดกรองบัตรสวัสดิการฯ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของไทย เหตุเกณฑ์และฐานข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ เสนอใช้ Digital ID เชื่อมข้อมูลรัฐ-เอกชน ลดคนตกหล่น พร้อมย้ำรถเก่าไม่ควรเป็นตัวชี้วัดความจนเพียงอย่างเดียว

KEY

POINTS

  • TDRI ชี้ว่าระบบคัดกรองผู้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันยังไม่มีความแม่นยำ ทำให้คนจนจริงจำนวนมากตกหล่น ขณะที่บางส่วนที่ไม่จนกลับได้รับสิทธิ
  • ปัญหาเกิดจากเกณฑ์การคัดกรองที่ไม่สะท้อนความจนที่แท้จริง เช่น การใช้การครอบครองทรัพย์สินเป็นตัววัด และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่ยังไม่เชื่อมโยงกัน
  • ข้อเสนอแนะคือการใช้ระบบ Digital ID (NDID) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทำให้ประชาชนสามารถอัปเดตข้อมูลได้สะดวกและภาครัฐคัดกรองได้แม่นยำขึ้น

การคัดกรองผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จากมีผู้ลงทะเบียนกว่า 18.8 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านคน ขณะที่อีกกว่า 9.3 ล้านคนไม่ผ่านการคัดกรอง ตามมาด้วยเสียงร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่า "การค้นหาคนจนตัวจริง" ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายของประเทศไทย ทั้งในด้านการออกแบบหลักเกณฑ์ ฐานข้อมูลที่ยังไม่สะท้อนฐานะความเป็นจริงของประชาชน และข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐ

 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า การคัดกรองเพื่อค้นหา "คนจนตัวจริง" ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้ใช้เครื่องมือคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) เพื่อระบุผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริงเท่าใดนัก ต่างจากหลายประเทศที่ใช้ระบบลักษณะนี้มานาน

 

เขาอธิบายว่า ความผิดพลาดของระบบคัดกรองอยู่ในระดับที่สูงใน 2 รูปแบบ คือ คนที่ไม่ได้ยากจนแต่ยังได้รับสิทธิ และ คนจนตัวจริงกลับเข้าไม่ถึงสวัสดิการ ซึ่งจากผลสำรวจในอดีต พบว่าทั้งสองกรณีมีสัดส่วนสูงถึง 30-50%

 

การคลังตึงตัว ทำให้รัฐต้องคัดกรองมากขึ้น

จากข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง หลายฝ่ายเห็นว่า นับเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องหันมาใช้ระบบคัดกรองผู้มีสิทธิรับสวัสดิการมากขึ้น แทนการให้สิทธิแบบถ้วนหน้า โดยข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้าง 12.87 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.82% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

 

แม้ยังต่ำกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP แต่ก็สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของรัฐเหลือไม่มากนัก ขณะที่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้งบประมาณราว 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี

 

ต่อประเด็นนี้ ดร.นณริฏ มองว่า ข้อจำกัดด้านการคลัง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องพัฒนาเครื่องมือคัดกรองผู้มีสิทธิ (Targeting) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าอาจกระทบต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

 

"ภายใต้สถานการณ์ทางด้านการคลังในปัจจุบัน การจะให้สิทธิและสวัสดิการแบบเดิม คือแบบ Universal ที่ให้แบบถ้วนหน้าทุกคน อาจส่งผลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว จึงเป็นเหตุผลที่ไทยต้องเริ่มพัฒนาเครื่องมือแนว Targeting หรือกระบวนการคัดกรองมากยิ่งขึ้น"

 

อย่างไรก็ตาม  ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้ระบบคัดกรองเพียงอย่างเดียว แต่ไทยยังขาดงานวิจัยและข้อมูลสนับสนุน ทำให้เกณฑ์ที่ใช้ยังไม่สมบูรณ์ และจำเป็นต้องเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาเครื่องมือที่ดีกว่านี้ได้ หรือให้มีความแม่นยำขึ้นในอนาคต

 

รถเก่าไม่ใช่คำตอบ วัดความจนต้องดูมากกว่าทรัพย์สิน

สำหรับประเด็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ ดร.นณริฏ ระบุว่า การวัดความยากจนต้องแยกให้ชัดว่า รัฐต้องการช่วยเหลือคนที่ "ไม่มีทรัพย์สิน" หรือคนที่ "ไม่มีรายได้" เพราะทั้งสองกลุ่มไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันเสมอไป

 

ยกตัวอย่างว่า บางคนมีบ้านหรือมีรถ แต่ไม่มีรายได้เพียงพอจะดำรงชีพ ขณะที่บางคนมีรายได้สูง แต่ไม่มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ดังนั้น การใช้รถยนต์เป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนฐานะที่แท้จริง

 

ในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เก่า ควรพิจารณามูลค่าหลังหักค่าเสื่อมราคา หากมีมูลค่าไม่สูง ก็ควรได้รับสิทธิ แต่หากยังมีมูลค่าสูง ก็อาจไม่เข้าเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อย

 

"จริงๆ แล้ว ความยากจนมีอยู่ 2 มิติ คือ คนที่ยากจนเพราะไม่มีทรัพย์สิน เช่น ไม่มีเงินออม ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ กับคนที่ยากจนเพราะขาดรายได้ หรือมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน โดยแบบแรกเป็นความยากจนระยะยาว ส่วนแบบหลังเป็นความยากจนระยะสั้น แต่ปัญหาคือ ความยากจนทั้ง 2 แบบไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน"

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐฝ่ายเดียว

ส่วนกรณีผู้มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น ทั้งที่ไม่มีรายได้จริง ดร.นณริฏ เห็นว่า ต้องแยกให้ชัดว่าเกิดจากความผิดพลาดของระบบภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือเกิดจากประชาชนเอง

 

ยกตัวอย่าง หลายกรณีเกิดจากการนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท รับรายได้แทนผู้อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เป็นนอมินีให้ต่างชาติ หรือขายรถแล้วไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้ถูกต้อง ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่เจ้าของข้อมูลต้องดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมาย และแจ้งข้อมูล กับภาครัฐให้ถูกต้อง เพราะเป็นหน้าที่ที่ประชาชนต้องจดแจ้งให้ข้อมูลกับภาครัฐโดยบริสุทธิ์ใจ

 

เสนอใช้ Digital ID เชื่อมข้อมูล ลดคนตกหล่น

ดร.นณริฏ ระบุว่า ปัจจุบันกำลังศึกษาโครงการ Digital ID ให้กับทาง NDID คือ National Digital ID หรือ ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของประเทศ และพบว่า ข้อมูลที่ภาครัฐต้องใช้ในการคัดกรองส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว ทั้งในหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน เพียงแต่ยังไม่เชื่อมโยงและอัปเดตให้เป็นปัจจุบัน

 

หากนำระบบ NDID มาใช้ ประชาชนจะสามารถอัปเดตข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ และเปิดให้ภาครัฐตรวจสอบข้อมูลได้ทันที ลดภาระการเดินทาง ลดขั้นตอนการลงทะเบียน และช่วยลดต้นทุนของรัฐ ซึ่งอาจเหลือเพียง 5-10 บาทต่อคน หากออกแบบระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

"สำหรับผม ถ้าภาครัฐอยากให้ระบบแม่นยำและถูกที่สุด ควรใช้โมเดลที่ผมเสนอ จะสามารถอัปเดตข้อมูลได้ทันสมัย ต้นทุนถูก และแม่นยำมากกว่าระบบที่ทำงานแบบ Silo ในปัจจุบัน"

 

ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานและเปิดให้ประชาชนอัปเดตข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยลดปัญหาคนจนตกหล่น ลดการได้รับสิทธิโดยไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และทำให้การใช้สวัสดิการของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ยกระดับการศึกษา-องค์กรยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยี AI และ LMS

ยกระดับการศึกษา-องค์กรยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยี AI และ LMS