
วิกฤตฮอร์มุซเขย่าปุ๋ยโลก! 'ไทยรุ่งเรือง' เสนอปลดล็อกกฎหมาย เปิดแข่งขันเสรี ดัน 'ปุ๋ยชีวภาพ' ทางรอด
วิกฤตฮอร์มุชดันราคาปุ๋ยพุ่งกดดันภาคเกษตรไทยอย่างหนัก "สมิทธิ ว่องไพฑูรย์" เผยปุ๋ยยูเรียพุ่งแรงจาก 800 บาท แตะระดับ 1,200-1,400 บาท กระทบต้นทุนชาวไร่อ้อยเต็มสูบ พร้อมเสนอเร่งเปิดการแข่งขันตลาดปุ๋ย ปรับกฎหมายให้ทันยุค หนุนปุ๋ยชีวภาพและพัฒนาเหมืองโปแตชในประเทศ ลดพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ยในประเทศ
KEY
POINTS
- วิกฤตฮอร์มุชดันราคาปุ๋ยพุ่งกดดันภาคเกษตรไทยอย่างหนัก "สมิทธิ ว่องไพฑูรย์" เผยปุ๋ยยูเรียพุ่งแรงจาก 800 บาท แตะระดับ 1,200-1,400 บาท
- กระทบต้นทุนชาวไร่อ้อยเต็มสูบ พร้อมเสนอเร่งเปิดการแข่งขันตลาดปุ๋ย ปรับกฎหมายให้ทันยุค
- หนุนปุ๋ยชีวภาพและพัฒนาเหมืองโปแตชในประเทศ ลดพึ่งพาการนำเข้าและสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ยในประเทศ
นายสมิทธิ ว่องไพฑูรย์ กรรมการบริหาร บริษัท เอจี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงาน Round Table หัวข้อ HORMUZ SHOCK : วิกฤตปุ๋ยโลก ทางรอดเกษตรกรไทย @True Digital Park ว่า วิกฤตราคาปุ๋ยยูเรียและการพุ่งสูงของต้นทุนนั้น ชาวไร่อ้อยถือเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยหลักจากปัญหาราคาปุ๋ยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
โดยปุ๋ยที่กระทบหนักที่สุด คือ ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือ "ยูเรีย" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี การกระโดดของราคาจากเดิมราคาปุ๋ยยูเรียอยู่ที่ประมาณ 800 กว่าบาทต่อกระสอบ (50 กก.) พุ่งสูงขึ้นไปถึง 1,200 - 1,400 บาท ซึ่งถือว่าราคาแพงขึ้นเกือบ 2 เท่า
ปุ๋ยถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักของเกษตรกร โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ 40% ของต้นทุนทั้งหมด เมื่อราคาขยับขึ้นขนาดนี้จึงส่งผลกระทบต่อกำไรและความเป็นอยู่ของชาวไร่อ้อยอย่างมาก
สถานการณ์ราคาหน้าร้านและสต็อกสินค้า แนวโน้มราคาปัจจุบันแม้สถานการณ์ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลงบ้างและบางส่วนเริ่มคลี่คลาย แต่ราคายังไม่สงบ 100% เนื่องด้วยผู้ประกอบการร้านขายปุ๋ยยังต้องแบกต้นทุนเดิมที่สูงจากช่วงก่อนหน้าเอาไว้ ราคาขายปลีกหน้าร้านจะเริ่มขยับลงอย่างมีระยะเวลาคาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อระบายสต็อกเดิมออกไปก่อน
"แม้ราคาปุ๋ยในกราฟตลาดโลกจะลงมาแล้ว แต่ผู้ซื้อต้องเข้าใจฝั่งร้านค้าที่รับของแพงมาเก็บไว้ก่อนหน้านี้ด้วย"
เปิดแข่งขันเสรี
นายสมิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า สงครามในตลาดปุ๋ยมีลักษณะของการแข่งขันอยู่แล้ว แต่ถามว่าจะทำอย่างไรให้การแข่งขันเกิดขึ้นมากกว่านี้ จากประสบการณ์ตรงของ "กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง" ต้องบอกว่า ถ้าไม่มีชาวไร่อ้อย ก็ไม่มีโรงงานน้ำตาล โรงงานน้ำตาลจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีวัตถุดิบ เพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่ายต้องเกื้อหนุนและเติบโตไปด้วยกัน
กลับมาที่เรื่องปุ๋ย จากประสบการณ์ตรงส่วนตัวเห็นด้วยว่าควรจะมีการแข่งขันให้มากขึ้นในตลาด แต่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติปุ๋ยในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างยาก ทั้งในส่วนตัวเคยไปขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยด้วยตัวเอง บอกได้เลยว่าหลายรอบจริงๆ เพราะขั้นตอนค่อนข้างซับซ้อนและใช้เวลามาก
ดังนั้น ส่วนตัวมองว่าคงถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบหรือกระบวนการต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุคสมัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามา เพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวมากขึ้น
"ถ้าทำได้ ผมเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย และสุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม"
นายสมิทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้พยายามขับเคลื่อนเรื่อง Bio Economy หรือการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม หลักการง่ายๆ คือ ถ้าเกษตรกรอยู่ได้ โรงงานก็อยู่ได้
สิ่งที่โรงงานมีอยู่คือของเหลือจากการผลิตอย่าง 'กากตะกอน' หรือกากหม้อกรอง (Filter Cake) มาใช้ประโยชน์ ซึ่งมีงานวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่ามีอินทรียวัตถุสูง มีธาตุอาหารอยู่บ้างเล็กน้อย
"เรานำมาวิจัยศึกษาทดลองร่วมกับทางกรมวิชาการเกษตร ซึ่งอย่างที่หลายท่านบอกมา จริงๆ ผมเสียดายที่งบประมาณของกรมค่อนข้างน้อย เพราะจริงๆ แล้วกรมนี้มีของดีมาก มีอาวุธลับหลายอย่าง มีองค์ความรู้ที่สามารถช่วยประเทศ ช่วยเกษตรกรได้อีกเยอะมาก กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรืองเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้เข้าไปทดลองนำของดีๆจากกรมมาพัฒนาต่อ"
กลับมาที่บริษัทซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มโรงงานน้ำตาลได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวนี้ขึ้นมา เพื่อให้ตอบโจทย์เรื่องการลดต้นทุนของพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อเห็นว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้เริ่มใช้ได้ผลดี เรามองต่อว่า ถ้ามันเป็นแบบนี้ ผมก็พอเข้าใจแล้วว่า ประเด็นสำคัญคือเรื่องของต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านการจัดการ ต้นทุนค่าขนส่ง หรือค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น
ตรงนี้ก็เป็นบริบทที่ภาคเอกชนต้องนำไปคิด วิเคราะห์ และพัฒนาต่อยอดจากของดีที่กรมพัฒนาขึ้นมาแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ในเชิงการตลาด ในเชิงการผลักดัน หรือการทำให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ใช้งานได้สะดวกขึ้น ต้นทุนคุ้มค่ามากขึ้น
และสุดท้ายนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตอ้อย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแนวนโยบายของกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง ทั้งในด้านการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต และสร้างวัตถุดิบคุณภาพควบคู่กัน
ถามว่า..ปัจจุบันผลิตได้เพียงพอใช้ทั้งประเทศและปริมาณการผลิตเป็นอย่างไร ?
ก่อนอื่นทางกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรืองอยากผลิตให้ได้มากกว่านี้ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่มอบให้กับชาวไร่อ้อย เป็นการทำในระดับพื้นที่ หรือ Local Model ตลอดประมาณ 3 ปีที่ผ่านมาช่วยเกษตรกรไปแล้วมากกว่า 100,000 ไร่ และสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้มากกว่า 4,000 ตัน จากการขยายโครงการเห็นชัดเลยว่ายังสามารถช่วยได้มากกว่านี้ ช่วยเกษตรกรได้มากกว่านี้ และสนับสนุนภาคการเกษตรได้มากกว่านี้
ตอนนี้เริ่มเห็นเกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกอ้อยเริ่มเข้ามาสอบถามและอยากทดลองใช้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพด หรือมันสำปะหลัง เริ่มเห็นความสนใจจากพืชชนิดอื่นเพิ่มมากขึ้นแต่ต้องยอมรับว่า ยังมีความท้าทายอยู่พอสมควร
ปุ๋ยชีวภาพ คือทางออก
อย่างไรก็ดี ภาวะสงครามที่เจอถือเป็นรอบที่สองแล้ว ทั้งที่รอบแรกยังไม่จบ และยังไม่ทราบชัดเจนว่าจะมีครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 หรือจะกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ตามมาอีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นตนเองมองว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุค New Normal ถ้าไม่รีบปรับตัวหรือหาทางออก เกษตรกรจะอยู่ลำบากมาก
ดังนั้นส่วนตัวมองว่า "ปุ๋ยชีวภาพ" นี่แหละคือทางออก และเป็นทางรอดของไทย ไม่อย่างนั้นอาจต้องมานั่งตกใจกับวิกฤตแบบนี้กันทุกเวที
โอกาสสร้างโรงปุ๋ย - เหมืองโปแตชในไทย
ในมุมของผู้ประกอบการเห็นด้วยเรื่องเหมืองแร่โปแตช เท่าที่ทราบคือยังมีประเด็นเรื่องการทำประชาพิจารณ์ที่อาจจะยังไม่ผ่าน หรือคนในพื้นที่บางส่วนยังไม่เห็นด้วย ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะยังเป็นอุปสรรคอยู่ในบางพื้นที่ แต่ในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะคนที่ต้องการใช้ปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าประเทศไทยควรจะมีแหล่งวัตถุดิบของตัวเอง
นอกจากเรื่องปุ๋ยแล้ว ส่วนตัวอยากเชียร์เรื่องการปรับปรุงดิน ทางกรมพัฒนาที่ดินมีของดีเยอะมาก หลักการง่ายๆ คือต้องทำให้ดินพร้อมที่จะกินอาหาร พืชก็เหมือนคน ถ้าอาหารไม่พร้อมทาน หรือสภาพไม่เหมาะสม เขาก็ทานไม่ได้ ดังนั้นการเตรียมดินให้เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้งอกงาม.







