
เอกชน จี้แก้ "พ.ร.บ.ปุ๋ย" รับนวัตกรรมใหม่ ลดภาระเกษตรกร
เอกชนจี้ปลดล็อกกฎหมายปุ๋ย เปิดทางนวัตกรรมเกษตรแม่นยำ หนุนใช้ปุ๋ยเคมีร่วมปุ๋ยชีวภาพ ลดต้นทุน ฟื้นฟูดิน และสกัดผลกระทบราคาอาหาร
ในงาน Round Table “Hormuz Shock - วิกฤตปุ๋ยโลก ทางรอดเกษตรไทย” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค
ภก. นพ หาวารี ประธานบริหารนวัตกรรม บริษัท กรีน อินโน ไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ของเกษตรกรไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก โดยไม่ได้มีเพียงแค่ราคาปุ๋ยเท่านั้นที่เป็นปัจจัยหลัก แต่ยังรวมถึง "ต้นทุนน้ำมัน" ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสูบน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้ ปัญหาการเผาฟางที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนค่าขนส่งที่หากนำฟางไปขายจะทำให้เกษตรกรมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจนไม่คุ้มทุน
ภก.นพ กล่าวว่า ตามหลักการเกษตรที่ยึดถือศาสตร์พระราชา การทำเกษตรต้องพึ่งพา 3 ปัจจัยหลักคือ สายพันธุ์พืชดี ดินดี และน้ำดี อย่างไรก็ตาม เมื่อดินขาดสารอาหาร เกษตรกรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเพื่อให้พืชเติบโตได้ตามเป้าหมาย
ซึ่งปัจจุบันพื้นที่เกษตรกว่า 70 ล้านไร่ ยังคงพึ่งพาปุ๋ยเคมีสูตรหลัก ทำให้เมื่อราคาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ผันผวน ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจเกษตรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ในมุมของผู้ประกอบการภาคเอกชน ภก. นพ กล่าวว่า การผลิตปุ๋ยทางเลือกอย่างปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดในปัจจุบันนั้น มีความยากลำบากกว่าเทคโนโลยีเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างมาก
ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น หากผลิตไม่ได้มาตรฐานก็มีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การทำตลาดปุ๋ยอินทรีย์ค่อนข้างยาก หากผู้ผลิตรายใดทำไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานก็เสี่ยงต่อการถูกจับกุมหรือฟ้องร้อง ส่งผลให้การทำตลาดปุ๋ยทางเลือกทำได้ยากและไม่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรได้อย่างเต็มที่
นวัตกรรมไทยถูกแช่แข็งด้วย "พ.ร.บ. ปุ๋ย"
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ นวัตกรรมปุ๋ยของคนไทย ที่ปัจจุบันมีความพร้อมทางเทคโนโลยีอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีการควบคุมการปลดปล่อยสารอาหาร (Control Release) และ ปุ๋ยละลายช้า (Slow Release) แต่เทคโนโลยีเหล่านี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากข้อจำกัดของพ.ร.บ. ปุ๋ยที่ล้าหลัง
ปัจจุบัน พ.ร.บ.ปุ๋ย กำหนดหมวดหมู่ไว้เพียง 3 ประเภท คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และวัตถุอันตราย เท่านั้น ทำให้สารนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น "นาโนตอส" (Nanotoss) ไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ใด หากต้องการขึ้นทะเบียนนวัตกรรมใหม่จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบความเป็นพิษที่ใช้เวลานานถึง 3-5 ปี ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อวิกฤตโลกที่เกิดขึ้นซ้ำหลายรอบ
ผลกระทบสุดท้ายถึงมือผู้บริโภค ปัญหาต้นทุนการผลิตทั้งหมดนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เกษตรกร แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึง "ราคาอาหาร" ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในแต่ละวัน แม้ภาครัฐจะพยายามออกมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น โครงการ "ปุ๋ยคนละครึ่ง" แต่หากไม่มีการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างการปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ๆ เกษตรกรไทยก็ยังคงต้องติดกับดักต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็นต่อไป
ภก.นพ กล่าวว่า สำหรับการใช้ปุ๋ย เป้าหมายไม่ใช่การเลิกใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเด็ดขาด แต่คือการใช้แบบ "ผสมผสาน"ระหว่างปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพเพื่อทำ เกษตรแม่นยำ และช่วยฟื้นฟูสภาพดิน
งานวิจัยระบุว่า ปุ๋ยชีวภาพสามารถช่วย ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ตั้งแต่ 25% ถึง 100% แต่ปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องกำลังการผลิต ที่ไม่เพียงพอ จนเกษตรกรบางพื้นที่ต้องรอออเดอร์นานถึง 3 ปี
เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำให้ปุ๋ยค่อย ๆ ปลดปล่อยสารอาหารได้ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียจากการชะล้างของฝน เพราะปกติหากหว่านปุ๋ยทั่วไป พืชจะสามารถนำไปใช้ได้จริงเพียงแค่ 50% เท่านั้น
ปัจจุบัน "คนไทยและบริษัทในไทยมีความพร้อม" ทั้งด้านเทคโนโลยีและกำลังการผลิตนวัตกรรมเกษตรแม่นยำ แต่ยังคงขาดการสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐและข้อจำกัดทางกฎหมาย
ปุ๋ยชีวภาพในทางวิชาการ "ไม่ใช่ปุ๋ยแต่คือจุลินทรีย์" ที่มีชีวิต ซึ่งจะเข้าไปช่วยย่อยสลายธาตุอาหารที่ตกค้างในดิน เช่น ฟอสฟอรัส ให้พืชสามารถดึงกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
อย่างประเทศ เวียดนาม เริ่มมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยการเพิ่มปุ๋ยชีวภาพเข้าไปในปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มมูลค่า ในเชิงการตลาด ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนนวัตกรรมนี้เพื่อให้ทันต่อการแข่งขัน







