ไทยเสี่ยงติดหล่ม ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเขย่าโลก
ชี้ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเผชิญ เศรษฐกิจชะงักงัน เงินเฟ้อพุ่ง หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ IMF และธนาคารโลกเตือนเศรษฐกิจโลกเปราะบางจากภูมิรัฐศาสตร์ หากวิกฤตพลังงานรุนแรงขึ้น
KEY
POINTS
วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เป็นความปกติใหม่: เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับแรงกระแทกซ้ำซ้อนจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่พยากรณ์ได้ยากขึ้น ทำให้ทุกประเทศต้องปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาภายนอก
ความเสี่ยงระดับ Stagflation ของไทย: หากสงครามยืดเยื้อ ไทยมีโอกาสสูงที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและหนี้ครัวเรือน
ความจำเป็นในการเร่งปรับโครงสร้าง: วิกฤตพลังงานบีบให้ไทยต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกและลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ พร้อมกับต้องระมัดระวังการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่สร้างภาระหนี้ระยะยาวเกินตัว
วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เขย่าเศรษฐกิจโลก
การประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน สะท้อนความกังวลต่อความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจโลกที่เผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผลกระทบด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักงัน
ในขณะที่บทบาทของสหรัฐฯ ในการคลี่คลายวิกฤตเริ่มมีความไม่แน่นอน ทำให้นานาชาติต้องเร่งปรับตัวเพื่อพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดย IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 เหลือเพียง 3.1% และเตือนว่ามีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
เปิดฉากทัศน์ผลกระทบต่อไทย
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เปราะบาง โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยหากสงครามในตะวันออกกลางขยายวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับที่ 2 คือภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน (Stagflation) ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4%
ขณะที่ GDP อาจลดเหลือเพียง 0.9% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 3-5 เดือน แต่หากสงครามยืดเยื้อถึง 9 เดือน ไทยอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 5.8% ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพและการจ้างงานของคนรุ่นใหม่อย่างหนัก
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและความปกติใหม่
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของเศรษฐกิจโลก บังคับให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นและหลากหลาย โดยรัฐบาลไทยมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลระบุว่า "หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับการกักตุนน้ำมันหรือราคาสินค้าที่พุ่งสูงได้ จะเกิดวิกฤตศรัทธาซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ อีกทั้งมาตรการเยียวยาด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อาจกลายเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนในระยะยาวหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวตามเป้าหมาย"


