
นักวิชาการมธ.-อดีตกสทช.ชี้ 'สรณ' ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง “นักวิชาการมธ.-อดีตกสทช.” เตือนนายกฯ เมินทูลเกล้าฯ ส่อผิด ม.157
ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ฟันธงว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ส่งผลให้ประเด็น ประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง กลายเป็นที่จับตาของสังคมทันที โดยสภาองค์กรของผู้บริโภคได้เปิดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์นี้อย่างเจาะลึกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
"สุภิญญา" จี้ "นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์" โชว์สปิริตลาออก ปลดล็อกองค์กร
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. ให้มุมมองว่า แม้ในทางพฤตินัยสังคมจะมองว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ กสทช. ไปแล้วตั้งแต่วันที่กรรมการสรรหามีคำวินิจฉัย แต่ในทางนิตินัย การพ้นจากตำแหน่งอย่างสมบูรณ์ต้องผ่านกระบวนการที่นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกครั้ง
น.ส.สุภิญญา ยกกรณีศึกษาของตนเองในอดีตมาเทียบเคียง โดยระบุว่าเมื่อครั้งเผชิญปัญหาคุณสมบัติจากคดีทางการเมือง เธอตัดสินใจแสดงเจตจำนงยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีในบ่ายวันที่ศาลมีคำตัดสิน พร้อมคืนรถประจำตำแหน่งและส่งหนังสือชี้แจงเลขาธิการ กสทช. เพื่อป้องกันความยุ่งยากในการบริหารงานขององค์กร
"อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งหมดฝากความหวังไว้กับคนเพียงคนเดียว หากท่านต้องการไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองก็ถือเป็นสิทธิ แต่ท่านควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบทั้งต่อองค์กรและต่อตัวท่านเอง" น.ส.สุภิญญา กล่าวย้ำ พร้อมระบุว่า บอร์ด กสทช. 6 คนที่เหลือสามารถเดินหน้าประชุมและเลือกประธานชั่วคราวเพื่อขับเคลื่อนงานต่อได้ทันที
นักกฎหมายชี้ชะตา ประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง เหมือนมะม่วงรอสอย
ทางด้าน รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายบริบททางกฎหมายอย่างชัดเจนว่า ประเด็นนี้ "จบแล้ว" และไม่มีช่องทางให้ต่อสู้ทางกฎหมายอีกต่อไป โดยอ้างอิงจากกฎหมาย 4 มาตราหลัก ได้แก่
- มาตรา 8 (2): กรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างหน่วยงานรัฐ ซึ่งการที่ นพ.สรณ รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงในฐานะแพทย์ ถือว่ามีสถานะเป็นลูกจ้างอย่างชัดเจน
- มาตรา 18: ผู้มีลักษณะต้องห้ามต้องลาออกและแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กำหนด (10 ม.ค. 2564) แต่ นพ.สรณ ยังคงสถานะลูกจ้างจนถึง 12 เม.ย. 2564 จึงถือว่าสละสิทธิ์ก่อนรับตำแหน่ง
- มาตรา 20 (5): หากฝ่าฝืนมาตรา 8 ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง โดยกระบวนการสมบูรณ์เมื่อมีพระบรมราชโองการ
- มาตรา 5: นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีหน้าที่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ
รศ.ดร.ปริญญา เปรียบเทียบสถานะของ นพ.สรณ ในขณะนี้ว่า "เหมือนมะม่วงรอสอย" เพราะองค์ประกอบทางกฎหมายครบถ้วนแล้ว รอเพียงกระบวนการทางเอกสารเท่านั้น
จับตานายกฯ หากละเว้นส่อผิด มาตรา 157
รศ.ดร.ปริญญา เน้นย้ำถึงขั้นตอนต่อไปว่า คณะกรรมการสรรหาต้องส่งหนังสือแจ้งมติไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ หากนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วเพิกเฉย ไม่ยอมดำเนินการทูลเกล้าฯ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา 157 ทันที ซึ่งกรณีนี้แตกต่างจากคดีของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ที่เป็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมซึ่งต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่กรณีของ นพ.สรณ เป็นการทำผิดข้อห้ามเรื่องการเป็นลูกจ้างตามกฎหมายที่เขียนไว้ชัดเจน
วิกฤตสืบเนื่อง: มติบอร์ด 4 ปีส่อโมฆะ?
นอกจากเรื่องของเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่อาจต้องเรียกคืนแล้ว รศ.ดร.ปริญญา ยังแสดงความกังวลถึง "เผือกร้อน" ชิ้นใหญ่ นั่นคือบรรดามติต่างๆ ที่บอร์ด กสทช. ลงมติไปตลอด 4 ปีที่ผ่านมา หากผลทางกฎหมายชี้ว่า ประธาน กสทช. พ้นตำแหน่ง โดยมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่ต้น มติทั้งหมดที่ นพ.สรณ เคยร่วมโหวตจะต้องถูกนำมาพิจารณาหักคะแนนเสียงออกเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม หากมติเหล่านั้นมีผลบังคับใช้และกระทบต่อบุคคลภายนอกไปแล้วเรียบร้อย







