posttoday

ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

16 เมษายน 2569

ธปท.ลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เหลือ 1.3% จากผลกระทบสงครามอิหร่าน เตือนหากยืดเยื้ออาจเผชิญสถานการณ์เลวร้ายไร้ขีดจำกัด

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่เคยประเมินไว้สูงกว่านี้ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และต้นทุนการนำเข้า

 

นางชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ที่กรุงวอชิงตันว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ทิศทางชะลอตัว โดยผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกกำลังกดดันหลายภาคส่วนสำคัญ

 

“แนวโน้มหลายด้านกำลังเป็นขาลง” นางชญาวดีกล่าว พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ สถานการณ์เศรษฐกิจอาจเลวร้ายได้โดยแทบไม่มีขีดจำกัด

 

ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับลดลงเกือบเป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม จากการปิดสนามบินในภูมิภาค ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีสัดส่วนการใช้จ่ายถึงราว 7% ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด

 

นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นอีกตลาดสำคัญ ก็ลดลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนลดลงตามไปด้วย

ธปท.หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย เตือนหากสงครามอิหร่านยืดเยื้อเสี่ยงเลวร้ายสุด

 

 

ธปท.ประเมินว่า หากสงครามยุติลงในช่วงครึ่งหลังของปี อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 1.3% ในปี 2569 ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้าในเดือนธันวาคมที่ 1.9% ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3.5%

 

แม้เศรษฐกิจไทยจะมีฐานะพื้นฐานที่แข็งแกร่งในช่วงก่อนเกิดวิกฤต แต่แรงกดดันในปัจจุบันถือว่าสูง โดยเฉพาะจากต้นทุนพลังงานและภาคต่างประเทศที่ผันผวน

 

ในด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเดิมคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ธปท.ระบุว่าอาจต้องปรับลดลง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะพลิกกลับเป็นขาดดุล

 

สำหรับนโยบายการเงิน ธปท.ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เว้นแต่เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเกิน 1 ปี โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีสาเหตุจากฝั่งอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ และเริ่มกลับมาเป็นบวกในเดือนเมษายน

 

นางชญาวดีกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโลก พร้อมยืนยันว่าไทยยังมีศักยภาพในการปรับตัว และมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพียงพอในการรับมือความท้าทายระยะข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังคงขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อระดับความรุนแรงของผลกระทบในระยะถัดไป

ข่าวล่าสุด

“แนน” ตอบแล้ว รู้สึกยังไง ฉายา “แก๊งลูกเทพ” ลั่นรอดูผลงาน