“ไชยชนก” ลั่น มิติใหม่กระทรวงดีอี "ตัวเชื่อม" หนุนสวัสดิการรัฐ
“ไชยชนก” ประกาศวางตำแหน่งกระทรวงดีอีใหม่ “ตัวเชื่อม” ต้อนข้อมูลทุกกระทรวงเป็นหนึ่งเดียว ช่วยประชาชนตรงจุด ประเดิมโครงการไทยช่วยไทยพลัส
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนที่สุดของรัฐบาลในระยะนี้ คือการเร่งเชื่อมข้อมูลภาครัฐและดึงประชาชนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือของรัฐทุกบริการ โดยเฉพาะโครงกาแรกที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้คือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไปถึงมือประชาชนได้ตรงกลุ่ม รวดเร็ว และเป็นธรรมมากขึ้น โดยย้ำว่า บทบาทของกระทรวงดีอีจากนี้จะไม่ใช่เพียงหน่วยงานด้านเทคโนโลยี แต่ต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน เพื่อให้สวัสดิการและนโยบายรับมือวิกฤตต่างๆ ถูกส่งต่ออย่างแม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้
กระทรวงดีอีจะต้องกลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการส่งสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ไปถึงประชาชน โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ซึ่งทำให้การช่วยเหลือแบบหว่าน อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป รัฐจึงต้องรู้ให้ได้ว่าใครอยู่ที่ไหน อยู่ในสถานะใด และต้องการการช่วยเหลือแบบใด เพื่อให้การชี้เป้ามาตรการทำได้ตรงจุดมากที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ
ดังนั้น ภารกิจสำคัญที่สุดในช่วงเดือนแรก คือการนำคนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้รัฐสามารถจำแนกได้อย่างแม่นยำว่าใครเป็นกลุ่มเปราะบางประเภทใด เป็นผู้สูงอายุในลักษณะไหน หรือควรได้รับความช่วยเหลือด้านใด โดยตั้งเป้าว่าอย่างน้อยภายในสิ้นเดือนนี้จะต้องเริ่มเห็นโครงสร้างหลักของหน่วยงานที่จะเข้ามาเชื่อมข้อมูลร่วมกัน ทั้งข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานด้านสังคม และหน่วยงานด้านการคลัง
ขณะเดียวกัน กระทรวงจะพยายามออกแบบการเชื่อมข้อมูลโดยแตะข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้าน PDPA ให้มากที่สุด เพราะสิ่งที่รัฐต้องรู้ในชั้นต้นคือข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือ เช่น พื้นที่อยู่ อาชีพ สถานะเปราะบาง และความต้องการรับการช่วยเหลือจากภาครัฐ
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแอปพลิเคชันใดแอปพลิเคชันหนึ่ง แต่จะเป็นกรอบการทำงานสำหรับทุกโครงการของรัฐที่จะออกมาหลังจากนี้ โดยกระทรวงดีอีจะเป็นแกนกลางในการทำให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถประมวลผลร่วมกันได้ ขณะที่ในเชิงโครงสร้าง หน่วยงานที่จะเข้ามารับบทหลักในเรื่องนี้ ได้แก่ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ,สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการบูรณาการข้อมูล รวมถึงการประสานกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี และกำลังจะถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสังกัดกระทรวงดีอี เร็วๆนี้ เพื่อให้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลของรัฐเดินหน้าได้จริงและมีมาตรฐานเดียวกัน
นายไชยชนก กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนอยู่ในระบบของแอปพลิเคชันทางรัฐประมาณ 30 ล้านคน แต่เป้าหมายต่อจากนี้คือจะต้องเพิ่มจำนวนให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะหากยังมีคนจำนวนมากอยู่นอกระบบ รัฐก็จะไม่สามารถส่งสิทธิและสวัสดิการไปถึงได้อย่างแท้จริง พร้อมยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่งานง่ายและไม่สามารถทำเสร็จได้ทันที แต่จะเร่งเดินหน้าให้เร็วที่สุด โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวง เนื่องจากหากปล่อยให้ภาวะค่าครองชีพหนักขึ้น ขณะที่รัฐยังไม่สามารถระบุตัวตนหรือกำหนดสิทธิช่วยเหลือได้ตรงคน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในวงกว้างได้


