posttoday

วิกฤตน้ำมันจ่อคอหอย! เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ทางรอด - รัฐต้องเลิกอุ้มราคาแบบเหมาเข่ง

17 มีนาคม 2569

ไทยนำเข้าพลังงานสูงถึง 6.5% ของ GDP สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว KKP เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ราคาน้ำมัน ชี้ทางรอดรัฐบาลต้องเลิกอุดหนุนราคาหน้าปั๊ม แต่ช่วยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ก่อนภาระกองทุนน้ำมันวันละพันล้านจะฉุดรั้งสถานะการคลังจนกู่ไม่กลับ

KEY

POINTS

  • ไทยนำเข้าพลังงานสูงถึง 6.5% ของ GDP สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว
  • KKP เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ราคาน้ำมัน ชี้ทางรอดรัฐบาลต้องเลิกอุดหนุนราคาหน้าปั๊ม แต่ช่วยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนจริง
  • ก่อนภาระกองทุนน้ำมันวันละพันล้านจะฉุดรั้งสถานะการคลังจนกู่ไม่กลับ

เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ บรรยากาศทางเศรษฐกิจของไทยกำลังเต็มไปด้วยความหวัง จนนักวิเคราะห์เตรียมจะปรับประมาณการเศรษฐกิจให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ทันทีที่เสียงปืนและระเบิดดังขึ้นในตะวันออกกลาง ภาพความสดใสก็ถูกแทนที่ด้วยคำถามสำคัญว่า...เราพร้อมแค่ไหนหากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น?

ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรบกันทั่วไป แต่มันกระทบต่อ "เส้นเลือดใหญ่" ของพลังงานโลก นั่นคือ "ช่องแคบฮอร์มุส" จุดยุทธศาสตร์ที่มีน้ำมันไหลผ่านถึง 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

แม้ปัจจุบันโลกจะพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น หากแต่น้ำมันหายไปจากระบบเพียง 10-15% บัฟเฟอร์ที่มีอยู่จะค่อยๆเหือดแห้งลงและสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไม "ไทย" ถึงเจ็บหนักกว่าใคร ?

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ยอมรับว่าในบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน "ประเทศไทยคือผู้ที่เปราะบางที่สุด"

ไทยนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 6.5% ของ GDP สูงที่สุดในภูมิภาค สาเหตุเป็นเพราะเราพึ่งพาพลังงานต่างประเทศสูงและอาจยังใช้พลังงานได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก 

  • ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 58-60% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
  • ค่าไฟฟ้าผูกติดกับแก๊สธรรมชาติ (LNG) ถึง 68%
  • คนไทยใช้จ่ายไปกับค่าน้ำมันสูงถึง 12% ของเงินในกระเป๋า

เมื่อราคาน้ำมันขยับเพียงนิดเดียว มันจึงส่งแรงกระเพื่อมถึงค่าครองชีพของคนไทยรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

3 ฉากทัศน์..จากความหวัง สู่ความเสี่ยง

ดร.พิพัฒน์ ประเมินอนาคตไว้ 3 ฉากทัศน์ที่จะกำหนดทิศทางชีวิตคนไทย

  1. "จบเร็ว" (หวังให้เป็นที่สุด) หากสถานการณ์คลี่คลายภายในเดือนเมษายน ราคาน้ำมันจะทรงตัวที่ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะยังโตได้ที่ 1.8%
  2. "ยืดเยื้อ" หากช่องแคบยังปิดนาน 6 เดือน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวเหลือ 1.4%
  3. "รุนแรง" (ฝันร้ายทางเศรษฐกิจ) หากมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่น โรงกลั่น หรือ ท่อส่ง เป็นต้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่า 0.7% และเสี่ยงต่อ "ภาวะถดถอย" ทันที

ภาพ KKP

ถามว่า..ทำไมคาดการณ์เงินเฟ้อไว้ที่ 1.8% สวนทางราคาน้ำมันอาจพุ่งสูง ?  

เพราะรอบนี้เราไม่ได้เริ่มจากฐานที่ต่ำมากเหมือนในอดีต รอบก่อนเริ่มจาก 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่รอบนี้เริ่มที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อีกทั้งองค์ประกอบอื่นๆของเงินเฟ้อปัจจุบันยังติดลบอยู่ -0.88% และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนได้จำกัด

ผลกระทบลูกโซ่ ยามน้ำมันแพง

นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP ยอมรับว่า หากไทยเข้าสู่กรณีเลวร้าย ผลกระทบจะไม่ได้หยุดแค่ที่ราคาน้ำมัน แต่จะส่งผลผ่าน 3 ช่องทางหลัก

  • การท่องเที่ยวที่ซบเซา ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นจะทำให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากยุโรปและตะวันออกกลางลดน้อยลง
  • การบริโภคในประเทศ คนไทยใช้จ่ายกับค่าน้ำมันสูงถึง 12% ของการใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อน้ำมันแพงขึ้น กำลังซื้อในส่วนอื่นจะลดลง
  • การส่งออก ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และความต้องการสินค้าโลกอาจชะลอตัวลง

ภาวะ Stagflation เราอาจเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด คือ "เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง" ซึ่งจะทำให้แบงก์ชาติไม่สามารถลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจได้อย่างที่ควรจะเป็น

ลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ

เดอะ แบก! รัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

รัฐบาลไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบใหญ่ในการอุดหนุนราคาพลังงาน ปัจจุบันเราต้องควักเงินจากกองทุนน้ำมันช่วยดีเซลถึงลิตรละ 18 บาท หรือคิดเป็นภาระกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน และ กฟผ.มีหนี้อุดหนุนค่าไฟฟ้าค้างจ่าย 70,000 ล้านบาท

ข้อเสนอ คือ ควรทยอยปรับราคาให้สะท้อนความจริงมากขึ้น และเปลี่ยนจากการอุดหนุนทุกคน (Across the board) มาเป็นการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม (Targeted subsidy) เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อไม่ให้บิดเบือนแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน

ภาพ KKP

ทางออกระยะยาว ? รับมือกับวิกฤตพลังงาน 

ดร.พิพัฒน์ มองว่าไทยต้องลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานฟอสซิล ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนน้อยกว่า 20% ดังนั้นในระยะยาวต้องเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศ เช่น โซลาร์รูฟท็อป และลดการนำเข้าแก๊สธรรมชาติ (LNG) ที่ไทยต้องพึ่งพามากขึ้นเนื่องจากแก๊สในอ่าวไทยลดลง 

สำหรับประชาชนทั่วไป คำแนะนำที่ดีที่สุดในยามนี้คือ การประเมินความจำเป็นในการใช้พลังงานของตนเอง และหาทางประหยัดเท่าที่ทำได้ คีย์เวิร์ดสำคัญคือ "หวังให้จบเร็ว แต่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่แย่ที่สุด" (Hoping for the best, but prepare for the worst) แม้การสะสมน้ำมันเองจะทำได้ยาก แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ การเตรียมความพร้อมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด.

ข่าวล่าสุด

ดีพร้อม จับมือเดลต้า อัดฉีดทุน 5 ล้าน ปั้นสตาร์ทอัพไทยออกสู่ตลาด