"บรรยง" ชี้เศรษฐกิจไทยไม่มี Quick Win แนะรัฐขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ-เข้า OECD-ค้านใช้ Circuit Breaker
สัมภาษณ์พิเศษ : "บรรยง พงษ์พานิช" เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง เหตุปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษาและหลักนิติธรรมถดถอย เสนอเร่งปฏิรูปโครงสร้างประเทศและเป็นสมาชิก OECD พร้อมเสนอรัฐบาลขายหุ้นรัฐวิสาหกิจระดมเงินฟื้นเศรษฐกิจ-ค้านชะลอซื้อขาย ชี้ Circuit Breaker ไม่ใช่คำตอบ!
KEY
POINTS
- สัมภาษณ์พิเศษ : "บรรยง พงษ์พานิช" เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง
- เหตุปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษาและหลักนิติธรรมถดถอย เสนอเร่งปฏิรูปโครงสร้างประเทศและเป็นสมาชิก OECD
- พร้อมเสนอรัฐบาลขายหุ้นรัฐวิสาหกิจระดมเงินฟื้นเศรษฐกิจ-ค้านชะลอซื้อขาย ชี้ Circuit Breaker ไม่ใช่คำตอบ!
ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนและเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
หลายคนเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าสู่ทางตันหรือไม่ ?
"โพสต์ทูเดย์" ได้พูดคุยกับ "คุณเตา" บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP เพื่อเจาะลึกถึงทางรอดของประเทศในวันที่ปัจจัยภายนอกรุมเร้า
เรื่องเล่าบนเวทีเสวนา "คุณบรรยง" เริ่มต้นบทสนทนาด้วยอารมณ์ขันที่เฉียบคมว่า.. เขาไม่ใช่ด็อกเตอร์ และจบเศรษฐศาสตร์มาด้วยเกรดเพียง 2.03 เพื่อสื่อว่าหากเขาพูดอะไรผิดพลาดจะได้ไม่เสียชื่อสถาบัน
แต่ภายใต้ท่าทีถ่อมตัวนั้น กลับโยนความจริงก้อนใหญ่ใส่หน้าสังคมไทยว่า "ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าขณะนี้ไม่มีมาตรการใดที่จะเป็น Quick Win หรือสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ในระยะสั้น"
เมื่อพิจารณาจากอัตราการเติบโตของจีดีพีในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งที่โตเฉลี่ย 7.5% จนปัจจุบันเหลือไม่ถึง 2%
"คุณบรรยง" มองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาการบริหาร แต่เป็น "ปัญหาเชิงสถาบัน" ตามแนวคิดของ "ดารอน อาเซโมกลู" เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2024
รู้หรือไม่ว่า... ปัจจัยเชิงสถาบันมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้านหลัก คือ ความเป็นประชาธิปไตย, คอร์รัปชัน, เสรีภาพทางเศรษฐกิจ, การศึกษา และหลักนิติธรรม (Rule of Law)
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ "ไทยร่วงหล่นในทุกดัชนีสำคัญของโลก" และในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา อันดับของไทยถดถอยลงเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน...
- ประชาธิปไตย ร่วงจากอันดับ 80 ไปที่ 130
- การคอร์รัปชัน จากเดิมอันดับ 75 ร่วงลงไปอยู่ที่ 108-110
- การศึกษา (PISA) ปัจจุบันคะแนนของไทยพ่ายแพ้ให้กับเวียดนามไปแล้ว
"คุณบรรยง" เปรียบเปรยให้เห็นความอืดอาดของระบบไทยว่า ช่วงโควิดที่ผ่านมา โลกใช้เวลาเพียงปีเดียวในการฟื้นตัว แต่ไทยกลับต้องใช้เวลาถึง 3 ปีครึ่งกว่าจะกลับไปที่จุดเดิม เพราะเราขาดความคล่องตัว (Agility) อย่างหนัก
ในยุคโลกาภิวัฒน์ ประเทศกำลังพัฒนาควรอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 8-9% แต่ไทยกลับโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกได้เพียง 2 ปีเท่านั้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ไทยยังขาดความยืดหยุ่น (Resilience) และความคล่องตัว (Agility) เห็นได้จากช่วงโควิดที่เศรษฐกิจไทยลบ 6% โลกเฉลี่ยลบ 4% และเราต้องใช้เวลาถึง 3 ปีครึ่งกว่าจะกลับมาที่จุดเดิม ขณะที่โลกใช้เวลาเพียงปีเดียว
ทางออก "OECD และการปฏิรูปรัฐ"
ข่าวดี คือ ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ตามปัจจัยพื้นฐานที่ใช้คำนวณอินเด็กซ์ ข้อเสนอที่สำคัญที่สุดคือ "การเร่งรัดเข้าเป็นสมาชิก OECD" เพราะจะเป็นกลไกที่กดดันให้ไทยต้องเข้าสู่มาตรฐานสากลและได้รับความช่วยเหลือในการปรับปรุงมาตรฐานเชิงสถาบัน ซึ่งควรเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด (Priority) ในเชิงนโยบาย
ทั้งนี้ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา คือองค์กรระหว่างประเทศที่รวมกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 38 ประเทศ เพื่อส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และการค้าเสรี เน้นยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี
เมื่อมองหาตัวการที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้นั้น "คุณบรรยง" มองว่า "รัฐวิสาหกิจ คือ ตัวถ่วง" เพราะมีถึง 56 แห่ง ทรัพย์สินรวม 20 ล้านล้านบาท มีรายได้รายจ่ายปีละ 6 ล้านล้านบาท เกือบ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน
หากมีการคอร์รัปชัน ในรัฐวิสาหกิจมักมีจุดรั่วไหลมากกว่าในงบประมาณปกติ และการที่โครงสร้างพื้นฐานไร้ประสิทธิภาพจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพ (Productivity) ของทั้งประเทศ
ดังนั้นข้อเสนอ คือ "ควรเปลี่ยนระบบนิเวศ(Ecosystem)ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ" ให้มีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การคอร์รัปชันเกิดยากขึ้น
มาตรการปราบโกงด้วยโมเดล TEPP
"คุณบรรยง" อธิบายว่า คอร์รัปชัน คือ "การผูกขาด (Monopoly) + ดุลพินิจ (Discretion) - ความรับผิดชอบ (Accountability)"
การจ่ายสินบน มี 3 ประเภท คือ จ่ายเพื่อความสะดวก, จ่ายในกระบวนการยุติธรรม และจ่ายเพื่อซื้อการแข่งขัน เช่น ล็อคสเปค ซึ่งอย่างหลังนี้บิดเบือนเศรษฐกิจมากที่สุดเพราะทำให้เอกชนไม่ทำ R&D
โดยเสนอโมเดล TEPP ดังนี้คือ
- T (Transparency) เปิดเผยข้อมูลภาครัฐเชิงรุกและอยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้งานต่อได้
- E (Expertise) ใช้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ข้อมูล โดยรัฐต้องสนับสนุนงบประมาณแก่กองทุนต้านโกงที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ
- P (Participation) ให้ทุกภาคส่วนและวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วม
- P (Public) สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นโยบายการเงิน ภาษี และภาคธนาคาร
ปัญหาเศรษฐกิจติดขัดส่วนหนึ่งมาจากธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเกิดจากความกลัวว่าจะไม่ได้เงินคืน "คุณบรรยง" มีข้อเสนอที่เคยคุยกับรัฐมนตรีและผู้ว่าฯ ดังนี้
งบเดียว สั่งให้ธนาคารวิเคราะห์สินเชื่อบนงบสรรพากรเท่านั้น แต่รัฐต้องทำนิรโทษกรรมภาษีเพื่อจูงใจให้ SME เข้าสู่ระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานภาษีและช่วยให้ธนาคารมีข้อมูลที่ถูกต้อง
การปรับภาษี เสนอให้เพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% เป็น 25% เพราะ 20% นั้นต่ำเกินไป และควรเปลี่ยนการเก็บภาษีที่ดินตามโซนนิ่งแทนการเก็บตามการใช้งานจริง เพื่อหยุดการปลูกกล้วยกลางกรุงเทพฯ
ประสิทธิภาพแบงก์ไทย แม้ธนาคารจะมีกำไรรวม 2.5 แสนล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับทุน 2.8 ล้านล้านบาท พบว่า ROE เพียง 8% กว่าๆเท่านั้น ถือว่าไม่ดีและราคาหุ้นส่วนใหญ่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value)
กฎหมายที่เป็นอุปสรรค กฎหมายไทยคุ้มครอง NPL มากเกินไป การยึดทรัพย์บ้านใช้เวลา 5 ปี และ SME อาจยาวนานถึง 12 ปี ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองสูงและผลักต้นทุนไปให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมด,
การแก้กฎหมายล้มละลายและการบังคับคดีให้รวดเร็วขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อ
เมื่อรัฐบาลต้องใช้เงินแต่มีข้อจำกัดเรื่องหนี้สาธารณะ สิ่งที่ต้องทำคือ ?
คำแนะนำของผมง่ายมาก คือ "ขายสมบัติเก่าบ้าง" เช่น หุ้นในรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อนำเงินมาใช้ดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งจะช่วยได้หลายด้าน และตัวรัฐวิสาหกิจเองก็จะมีโอกาสได้พัฒนามากขึ้นด้วย
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ "บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI" ผมเคยเสนอให้ขายออกไปให้หมด หรืออย่างน้อยก็ปล่อยให้ตลาดและกลไกเอกชนเป็นตัวพิสูจน์
เพราะที่ผ่านมาการที่รัฐเข้าไปบริหารร่วมกับเอกชนมันพิสูจน์แล้วว่าขาดทุนยับเยิน พอปล่อยให้เอกชนบริหารแบบมืออาชีพ ผลงานก็ดีขึ้นทันตาเห็น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าโหดและหนักกว่าวิกฤติที่เคยพบเจอหรือไม่ ?
สำหรับบ้านเรา "คุณบรรยง" ยังไม่เรียกว่าเกิดวิกฤติ ตลาดหุ้นอาจจะผันผวนแต่เราไม่มีวิกฤติทางการเงิน
สิ่งที่น่ากังวล คือ "วิกฤติเศรษฐกิจ" ที่อาจทำให้การเติบโตต่ำลง หากสถานการณ์ยืดเยื้อการเติบโตอาจไม่ถึง 1%
แต่ตราบใดที่ตัวเลขยังไม่ติดลบยังถือว่าเติบโตอยู่ เพียงแต่ตอนนี้มีความแน่นอนสูงมาก การคาดคะเนต่างๆทำได้ยาก ต้องติดตามแบบใกล้ชิด
โอกาส "รอด" ประเทศไทย ?
"คุณบรรยง" ยืนยันว่า "เรารอดอยู่แล้ว" แต่คำถามคือจะรอดแบบบอบช้ำขนาดไหน และใครจะเป็นผู้บาดเจ็บมากกว่ากัน
ทั้งนี้ผมเป็นห่วง "กลุ่มรากหญ้า" มากที่สุด รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลในระยะสั้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เงิน
เกณฑ์ Circuit Breaker ควรปรับให้เข้มขึ้นหรือไม่ ?
"คุณบรรยง" ตอบอย่างหนักแน่นว่า "ไม่ควรทำอย่างยิ่ง" สิ่งที่ต้องระวังคือการไปหยุดการซื้อขาย หรือที่เรียกว่า Stop Convertibility ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดแน่นอน
"จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องมี Circuit Breaker ด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลข่าวสารมันเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดแค่ที่เดียว"
การที่หุ้นตกเยอะในช่วงวานนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวันก่อนไม่มีการซื้อขายเนื่องด้วยวันหยุดมาฆบูชา ยิ่งคุณไปสั่งหยุดหรือชะลอการซื้อขาย มันจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง
ท้ายที่สุด..การลงทุนในสภาวะกดดันแบบนี้ต้องทำอย่างไร ?
"คุณบรรยง" ยอมรับว่า ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูงขนาดนี้ "ผมไม่กล้าแนะนำ"
สิ่งเดียวที่แนะนำได้ คือ คุณต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดที่สุดเท่านั้น.


